เสด็จสู่ฟากฟ้าสุราลัย พระมหากรุณาธิคุณจารึกในใจไทยชั่วกาล

"คำชม" แรงเสริมทางบวกที่จะช่วยให้ลูกประสบความสำเร็จในชีวิตได้

"คำชม" แรงเสริมทางบวกที่จะช่วยให้ลูกประสบความสำเร็จในชีวิตได้

"คำชม" แรงเสริมทางบวกที่จะช่วยให้ลูกประสบความสำเร็จในชีวิตได้ เกี่ยวกับ คำชม

S! Women

สนับสนุนเนื้อหา

หนูเป็นเด็กดีที่สุดในโลก

“คำชม” ย่อมเป็นสิ่งดีที่ใครๆ ก็อยากได้ยินโดยเฉพาะสำหรับเจ้าตัวน้อย การได้รับคำชื่นชมจากพ่อแม่ย่อมทำให้เกิดความภาคภูมิใจและมั่นใจในตัวเอง ถือเป็นแรงเสริมทางบวกที่จะช่วยให้ลูกประสบความสำเร็จในชีวิตได้ ซึ่งครั้งนี้สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (รพ.เด็ก) กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข มีเทคนิคการเลี้ยงลูกเพื่อให้เกิดความภูมิใจในตัวเองมาให้คุณพ่อคุณแม่ได้นำมาประยุกต์ใช้เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพของลูกๆ ในยุคปัจจุบัน

              ความภาคภูมิใจในตัวเองของเด็ก เปรียบเสมือน การที่เด็กมองเห็นภาพของตัวเองในด้านดี โดยภาพเหล่านี้จะถูกเก็บสะสมเรื่อยๆ จนกลายเป็นทัศนคติความเชื่อตนเอง พญ. ถิรพร ตั้งจิตติพร จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น จากสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (รพ.เด็ก) กรมการแพทย์ ได้อธิบายว่า “ในช่วง 3 ปีแรกของชีวิตเป็นช่วงเวลาที่เด็กอยู่ใกล้ชิดกับพ่อแม่มากที่สุด ซึ่งเด็กจะมีวิวัฒนาการและการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา โดยเริ่มมีการทำสิ่งต่างๆ เป็ยผลสำเร็จเป็นครั้งแรก โดยเด็กในวัยนี้จะเริ่มเรียนรู้จากการทำพฤติกรรมและดูว่าผลที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร

ดังนั้นในช่วงนี้ การที่พ่อแม่เปิดโอกาสให้เด็กได้ช่วยเหลือตนเอง และลองผิดลองถูกในการแก้ปัญหา จะยิ่งเพิ่มความสามารถและความภาคภูมิใจให้กับลูกได้ ซึ่งพ่อแม่นับเป็นผู้ช่วยที่สำคัญเปรียบเสมือนกระจกที่สะท้อนให้ลูกรู้ว่าสิ่งที่ลูกทำเป็นสิ่งที่ดี ผ่านการชมเชย แต่จุดอ่อนที่หมอพบเจอได้บ่อยๆ จนทำให้ลูกไม่มีการพัฒนาความมั่นใจในตนเอง คือ การไม่ให้โอกาสแก่ลูกได้ช่วยเหลือตนเอง และไม่ค่อยได้ชื่นชมลูกจะคอยแต่ตำหนิติเตียน หรือเรียกว่าการจับผิดมากกว่าจับถูก ซึ่งสิ่งสำคัญเหล่านี้พ่อแม่ควรทราบและนำมาปฏิบัติให้ถูกวิธีก่อน

              โดยความเป็นจริงการสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกควรอยู่ในอัตราส่วนการกล่าวคำชม 5 ครั้งต่อการดุ 1 ครั้ง นั้นคือพ่อแม่จะต้องคอยมองว่าลูกสามารถทำสิ่งที่พ่อแม่ชอบได้ เมื่อทำถูกต้องก็ต้องกล่าวชมลูกเพื่อทำให้ลูก สุขใจและเรียนรู้ที่จะทำพฤติกรรมนั้นซ้ำๆ ซึ่งต้องประกอบด้วย 3 หลักใหญ่เข้าด้วยกัน คือ 1. ชมถึงพฤติกรรม 2. พฤติกรรมนั้นเรียกว่าคุณสมบัติอะไร และ 3. ความรู้สึกของพ่อแม่ อาทิ “ลูกเก่งมากที่ทำการบ้านเสร็จ หนูเป็นเด็กที่มีความรับผิดชอบ แม่ภูมิใจในตัวหนูนะ” สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ พ่อแม่ต้องรู้สึกอย่างนั้นกับลูกจริงๆ ถ้าแกล้งทำลูกก็จะดูออกว่าพ่อแม่ไม่ได้ชื่นชมจริง”

              ทั้งนี้ เด็กๆ ที่พ่อแม่เจาะจงชมที่ตัวพฤติกรรมอันเหมาะสม หรือชื่นชมในความพยายามของลูก จะทำให้เด็กๆ พร้อมเผชิญความท้าทายต่างๆ ของชีวิตในอนาคตได้ดีกว่าเด็กๆ ที่พ่อแม่ชมแบบกว้างๆ อย่างคำว่า “ดีจัง หรือ เก่งจัง” เพราะบางครั้งเด็กทำพฤติกรรมหลายอย่างพร้อมกัน เด็กจะไม่รู้ว่าตัวเองได้รับคำชมจากการกระทำอะไรที่ทำแล้วพ่อแม่ชอบ

ดังนั้นการชมโดยเจาะจงที่พฤติกรรมทำให้เด็กๆ รู้ว่าเขามีศักยภาพและความสามารถอย่างไร และการชื่นชมในความพยายามของลูก แม้จะไม่ประสบความสำเร็จ ก็ทำให้เด็กๆ เรียนรู้ว่าความพยายามเป็นทักษะที่จำเป็นในชีวิต แต่ในขณะเดียวกันการชมลูกด้วยคำพูดปิดท้ายประโยคว่า “ที่สุดในโลก” เช่น เก่งที่สุดในโลก หรือ ดีที่สุดในโลก หากชมนานๆ ครั้งก็คงไม่เกิดผลอะไร แต่หากเราติดปากพูดเป็นประจำก็อาจทำให้เด็กหลงคิดว่าตนเองนั้นเก่งและดีที่สุดในโลกจริงๆ จนยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง หรืออาจคิดเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นเสมอ ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาด้านทักษะการเข้าสังคมในอนาคตได้"

 นอกจากนี้ การชมของคุณพ่อคุณแม่ที่ไม่ได้ฝึกพูดบ่อยๆ จะทำให้ดูขัดเขินซึ่งไม่เป็นผลดี ดังนั้นพ่อแม่ควรเริ่มต้นในการชมกันเองก่อน เพื่อให้พร้อมในการชมลูกได้ติดปาก โดยไม่ต้องกลัวว่าจะชมลูกมากเกินไปแล้วลูกจะเหลิง เพราะการชมนอกจากจะช่วยให้เด็กมีความมั่นใจในตนเองแล้วยังเป็นการช่วยสร้างสัมพันธภาพของลูกกับพ่อแม่ รู้ได้เรียนรู้ว่าพ่อแม่ยอมรับตนเอง ซึ่งจะทำให้เด็กเป็นเด็กที่ เก่ง ดี และมีความสุขต่อไป พญ.ถิรพร ตั้งจิตติพร กล่าวทิ้งท้าย

เรื่องล่าสุดของหมวด ผู้หญิงอยากรู้

ดูหมวด ผู้หญิงอยากรู้ ทั้งหมด