เสด็จสู่ฟากฟ้าสุราลัย พระมหากรุณาธิคุณจารึกในใจไทยชั่วกาล

วิธีดูแลแผลบนหน้าลูก หายได้ใน 9 วัน

วิธีดูแลแผลบนหน้าลูก หายได้ใน 9 วัน

วิธีดูแลแผลบนหน้าลูก หายได้ใน 9 วัน เกี่ยวกับ วิธีดูแลแผล

th.theasianparent.com

สนับสนุนเนื้อหา

คุณแม่แชร์ประสบการณ์เมื่อลูกได้รับอุบัติเหตจนเกิดบาดแผลที่หน้าเกือนทั้งแก้ม พร้อมวิธีดูแลรักษาจนแทบไม่เห็นรอยแผลในระยะเพียงแค่ 9 วัน!!!
 

 

วันที่ 1

คุณหมอให้สบฟัน ลองยิ้ม เช็คฟัน ส่องไฟเชคดวงตา ทุกอย่างปกติ หากยังไม่ได้ฉีดยากันบาดทะยัก คุณหมอจะแนะนำให้ฉีดด้วย

สรุปว่า แผลบางส่วนอยู่ที่ชั้นหนังกำพร้า มีแผลลึกเป็นบางจุด คุณหมอล้างแผลและทายาให้ กลับบ้านกินยาแก้อักเสบ ยาแก้ปวด ทำความสะอาดหน้า และรอบแผลด้วยผ้าขนหนูชุบน้ำสะอาดบิดหมาด ค่อยๆ เช็ด ยังไม่ต้องสระผม เพราะห้ามแผลโดนน้ำ ไม่งั้นจะอักเสบ เป็นหนอง ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่และรักษายากกว่า

 

ขั้นตอนการทำแผล

1 เช็ดแผลด้วยสำลีชุบน้ำเกลือ เอาสิ่งสกปรกออก
2 ทายา ChlorOph (จริงๆ แล้วเป็นยาป้ายตา แต่ใช้กับแผลสดที่ใบหน้าได้ค่ะ)
3 แปะแผ่นตาข่าย
4 ปิดพลาสเตอร์ฟิล์ม
5 ทำแผลเสร็จประคบเย็น ด้วยคูลเจล 24 ชม   อย่าลืมห่อคูลเจลด้วยผ้าขนหนู กันไม่ให้น้ำจากคูลเจลโดนแผล

 

ยากินที่ได้โรงพยาบาล

1 Cloxacillin ขนาด 250 mg จำนวน 20 เม็ด
ยาฆ่าเชื้อ วันละ 4 ครั้ง ครั้งละ 1 แคปซูล ก่อนอาหารเช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน ( กินยา 30 นาที ก่อนอาหาร)
อันนี่หมอย้ำว่าต้องกินให้หมด ไม่งั้นคราวหลังจะดื้อยา

2 Serratiopeptidase 5 mg จำนวน 10 เม็ด
ยาลดอักเสบ ลดบวม วันละ3 ครั้ง ครั้งละ 1 แคปซูล หลังอาหารเช้า กลางวัน เย็น

3 ibruprofen 100 mg จำนวน 10 เม็ด
ยาแก้ปวด ลดอาหารอักเสบ วันละ3 ครั้ง ครั้งละ 1 แคปซูล หลังอาหารเช้า กลางวัน เย็น

4 vitaminC 500 mg จำนวน 50 เม็ด
แอนตี้ออกซิแดน บำรุงผิว
วันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 1 แคปซูล หลังอาหารเช้า เย็น

 

วันที่ 2
ไปพบคณหมอ ลูกมีอาการหน้าบวม และอาเจียน คุณหมอบอกว่าอาาการบวมจะเริ่มออกหลังจากได้รับบาดแผลหนึ่่งวันเป็นเรื่องปกติ

จากนั้นก็ล้างแผลและทายา 1 ครั้ง ทำแผลเสร็จ ต้องไป x-ray กระะดูกใบหน้า ผลตรวจปกติ คุณหมอให้ยากินลดบวม กับวิตามินซีเพิ่มด้วยวันนี้

 

วันที่ 3

ไปตรวจที่โรงพยาบาล หน้ายังบวมอยู่  มีรอยช้ำใต้ตาเพิ่มขึ้นมาอีก แต่ไม่อาเจียนแล้ว คุณหมอล้างแผลและทายา 1 ครั้ง แผลดีขึ้น ไม่เป็นหนอง ไม่อักเสบ หมอประเมินว่าน่าจะเป็นแผลเป็นนานประมาณ 3 เดือน รอแผลแห้งแล้วจะให้ยารักษาแผลเป็น

 

วันที่ 4

รอยช้ำใต้ตาและบริเวณแก้ม กลายเป็นสีเหลืองๆ ม่วงๆ แผลเริ่มตกสะเก็ด คุณหมอล้างแผลทายา 1 ครั้ง อีก 4 วันค่อยกลับมาโรงพยาบาลอีกครั้ง เพื่อดูอาการและรับยารักษาแผลเป็น

พรุ่งนี้ลูกต้องกลับไปโรงเรียนแล้ว เอาใบรับรองแพทย์ไปให้คุณครูด้วย ให้คุณครูช่วยดูแลเรื่องยากิน และงดวิชาพละ ระหว่างนี้ต้องระวังอย่างให ้แผลโดนน้ำและแสงแดด

 

วันที่ 5

อาการหน้าบวมเริ่มดีขึ้น แต่รอยช้ำสีเหลืองชัดเจน วันนี้ทำแผลเองวันแรก เช็ดน้ำเกลือ,ทายา,แปะตาข่าย, ปิดฟิล์ม ยาบรูเฟนกับลดบวมหมดแล้ว เหลือแต่ยาแก้อักเสบต้องกิน ต่อไปจนหมด

 

วันที่ 7
รอยช้ำดีขึ้น ส่วนที่เป็นแผลจจะเป็นเนื้อ สีชมพูๆ ทายาและปิดพลาสเตอร์ฟิล์มเหมือนเดิม ห้ามแผลโดนแสงแดด ไม่งั้นจะผิวที่เกิดใหม่จะเป็นสีดำ พาไปสระผมที่ร้านแทนการสระที่บ้าน เพราะแผลยังโดนน้ำไม่ได้

 

วันที่ 9
หน้าไม่บวมแล้ว สีผิวเริ่มเนียนกันผิวเดิม เหลือรอยช้ำ กับแผลตกสะเก็ดนิดหน่อย ไปพบคุณหมอตามนัด คุณหมอบอกแผลหายเร็วจัง ไม่ต้องใช้ยาทาแผลเป็นแล้ว เดี๋ยวหายเอง

 

เปรียบเทียบวันที่ 1-9

สรุปว่าจะเป็นแผลเป็นหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่า เราดูแลตอนเป็นแผลสดได้ดีแค่ไหนค่ะ

หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์กับคุณแม่ทุกท่านที่มีลูกอยู่ในวัยซนนะคะ

 

เรื่องล่าสุดของหมวด ผู้หญิงอยากรู้

ดูหมวด ผู้หญิงอยากรู้ ทั้งหมด