ดราม่าในชีวิตจริงของคนขายเสียงหัวเราะ ‘เท่ง เถิดเทิง’

ดราม่าในชีวิตจริงของคนขายเสียงหัวเราะ ‘เท่ง เถิดเทิง’

ดราม่าในชีวิตจริงของคนขายเสียงหัวเราะ ‘เท่ง เถิดเทิง’ เกี่ยวกับ เท่ง เถิดเทิง

Mars Magazine

สนับสนุนเนื้อหา

หากได้ยินชื่อ ‘พงษ์ศักดิ์ พงษ์สุวรรณ์’ หลายคนอาจเกาหัว เหลือกตามองเพดาน นึกอยู่นานสองนานว่าเขาเป็นใคร แต่ถ้าเอ่ยชื่อ ‘เท่ง เถิดเทิง’ จะมีสักกี่คนในประเทศไทยไม่รู้จัก เพราะนอกจากเขาจะเป็นหนึ่งในตลกซุป’ตาร์แห่ง ‘แก๊งสามช่า’ แล้ว ผลงานสร้างเสียงหัวเราะนับไม่ถ้วนคือเครื่องการันตีความดังของเจ้าตัว อีกทั้งไม่ใช่แค่เป็นที่รู้จักเพียงในบ้านเรา เขายังโด่งดังในระดับเอเชีย เคยคว้ารางวัลนักแสดงตลกฝ่ายชายยอดเยี่ยมจากเวที Asian Television Awards 2007
 
ในจอสี่เหลี่ยม เห็นคาแร็กเตอร์ ‘เท่ง’ เป็นคนสนุกสนาน อารมณ์ดี เรียกรอยยิ้มได้แทบทุกมุกที่ปล่อยออกมา แต่ในชีวิตจริงกลับตรงกันข้าม เพราะเส้นทางที่ไม่เคยโรยด้วยกลีบกุหลาบ ต้องปากกัดตีนถีบมาตลอด มิหนำซ้ำตัวตนของเขานั้นห่างไกลคำว่า ‘ตลก’ อย่างสิ้นเชิง­

mars มีนัดกับชายผู้สร้างเสียงหัวเราะและรอยยิ้มคนนี้ในพื้นที่พักผ่อนเล็กๆ หลังสตูดิโอเวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ ย่านปทุมธานี เท่งมาในชุดสุดเรียบง่าย เสื้อยืด กางเกงขาสั้น ไร้เครื่องประดับอวดโอ่ความมีอันจะกิน เขาให้เวลาเราสัมภาษณ์ทั้งที่มีคิวอัดรายการ ‘ชิงร้อยชิงล้าน’ ในอีกไม่กี่นาที

ชีวิตกว่าจะประสบความสำเร็จได้อย่างทุกวันนี้ต้องผ่านอะไรมาบ้าง

ลำบากนะ เกิดมาเรียนหนังสือก็รู้ตัวเองเลยว่าคงจบได้แค่ ป.4 เพราะพ่อแม่ไม่มีสตางค์ มีแรงส่งแค่พี่สาวคนโตคนเดียว แล้วในบ้านมีคณะลิเกของตาอยู่ หลังบ้านมีการซ้อมระนาด ซ้อมกลองยาว ซ้อมลิเก คือหัวค่ำในหมู่บ้านจะมีความครึกครื้นมาก เรียกว่ารู้ตัวเองอาชีพหลักต้องเป็นลิเกแน่ ก็เลยฝึกลิเกไปเรื่อยๆ เสาร์อาทิตย์ไหนไม่มีธุระอะไรจะติดรถตาไปกับคณะ ‘ทองศรี เจริญศิลป์’ วันว่าง หรือหน้าฝนที่ไม่มีใครจ้างเล่นลิเกก็ปั่นสามล้อ ชีวิตจะวนอยู่แบบนี้อายุประมาณ 13 ปี เพื่อนๆ คิวสามล้อมาบอกว่าเถ้าแก่ร้านก๋วยเตี๋ยวอยากได้เด็กไปล้างจานที่จังหวัดอุดรฯ 20 วัน เราสมัครไปด้วย ตอนนั้นได้วันละ 50 บาท คือมันมหาศาลมากนะ ขี่สามล้อยังไม่ได้เลย ถ้าได้นี่ฟลุกมาก รายได้เอาไปผ่อนจักรยานเฟสสันให้พี่ชายคนโตได้เลย ตอนนั้นกำลังฮิตมาก ทำงานเพลินจนกลายเป็นว่าอยู่อีสาน 3 ปีกว่า ไม่ได้เขียนจดหมายหาใครเลย ปีแรกพ่อแม่ตามหากัน แต่พอปีที่ 2 ทางบ้านสรุปว่าตาย

อะไรทำให้คิดว่าต้องก้าวออกมาจากการเป็นเด็กร้านก๋วยเตี๋ยว คนปั่นสามล้อ

ตอนนั้นใช้ชีวิตเรื่อยๆ ไปอยู่อุบลฯ ก็ยังขี่สามล้ออีก พอหน้างานวัดขายก๋วยเตี๋ยว อยู่ในแวดวงคนออกงานวัด ม้าหมุน ชิงช้าสวรรค์ เมียงู อะไรอย่างนี้ จนย้ายไปราษีไศล ศรีสะเกษ ขายก๋วยเตี๋ยว อยู่ๆ เพราะอะไรไม่รู้อาบน้ำเสร็จปุ๊บเก็บของหิ้วกระเป๋ากลับบ้านเฉยเลย เถ้าแก่เขายังงง พอกลับถึงบ้านก็คิดว่านี่คงเป็นไพ่ใบสุดท้าย ยังไงต้องกลับมาตายรังเล่นลิเก ล่องปักษ์ใต้ไปเล่น ตอนนั้นอยู่เกือบ 6 ปี มีกลับสุโขทัยมาบวชบ้าง คัดเลือกทหารบ้าง เรามาคิดเรื่องอนาคตอีกครั้งหลังเจอรุ่นพี่เล่นลิเกรับบทเจ้าเมือง ดูดีมากตอนกลางคืน แต่พอรุ่งเช้าเราเห็นเขาทอดแหหาปลา อดคิดไม่ได้ว่าชีวิตมันต้องอยู่อย่างนี้เหรอวะ มันน่าจะมีอะไรดีๆ กว่านี้นะ คือคิดเหมือนเด็กบ้านนอกทั่วไป ตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ ดีกว่า เพราะตอนนั้นโต๊ะลิเกแถวบ้านอย่างพี่โย่ง เชิญยิ้ม พี่กล้วย เชิญยิ้ม โจ๊กรุ่นพี่เขาเข้ากรุงเทพฯ ไปเล่นตลกกัน เรามองตัวเอง เฮ้ย เราเล่นได้นี่หว่า ตอนนั้นอายุประมาณ 20 กว่าแล้ว

จุดเริ่มต้นเส้นทางในเมืองใหญ่เป็นอย่างไร

มันเริ่มจาก ‘ส้มเช้ง’ น้องสาวทำงานร้องเพลงในกรุงเทพฯ อยู่แล้ว เราไปหาเขาบอกอยากเข้าคณะตลก กระทั่งได้เบอร์โทรคณะ ‘มะกอก 3 ตะกร้า’ แต่ครั้งแรกยังไม่ได้เล่นนะ ไปเป็นเด็กช่วยเก็บของเล็กๆ น้อยๆ รายได้วันละ 150 ตอนนั้นกำเงินแน่นเลย คุยกับตัวเอง กูรวยแล้ว งานเบามากเลย วันหนึ่งมือกลองขาด คิดว่าเราเองตีได้นี่ ทั้งกลองสองหน้า กลองชุด ตีได้หมด พอเขาให้โอกาสก็เล่นไปเรื่อย จนได้ขยับเป็นแบ็กอัพ

วันหนึ่งที่นครปฐม ตลกเขาขาด เราเองดูมุก รู้มุกที่แสดงมาตลอด เชื่อว่าทำได้นะ วันแรกคนในคณะเขาเล่นมุกเป็นขั้นตอนตั้งแต่ 1-2-3-4-5 จากนั้นจะเข้าล็อกเดิม เราจำได้หมด แต่เวลาถึงคิวเราเล่นแค่ 1-5 ไม่พอ รู้สึกต้องมี 6-7-8 ต่อยอดไปอีก ซึ่งพี่หัวหน้าคณะเขาไม่เบรกเรา แถมยังหันไปจุ๊ปากกับเพื่อนร่วมวง บอกปล่อยมันเล่นต่อ จากวันนั้นมาคือการเริ่มต้นชีวิตตลก เข้าทางเรา

การเป็นนักแสดงตลกนั้นง่าย แต่จะเล่นให้คนหัวเราะนั้นยาก จริงไหม

ชีวิตตลกมันเป็นศาสตร์ที่ยาก... ยากมากๆ เมื่อก่อนเวลาเข้าคณะลิเก มีแต่คนอยากเป็นพระเอก หรือแค่พระรองก็ยังดี แต่ไม่มีใครอยากเป็นตัวโจ๊กหรอก สำหรับผมตอนฝึกก็ฝึกพระเอกนะ พอเล่นแล้วมันไม่ใช่ อยากเป็นตลก แล้วทุกวันนี้ตลกมันเฟื่องฟู ซึ่งเป็นมาตั้งแต่ยุคคาเฟ่ ใครๆ ก็อยากเป็นตลก พระเอกคุณหน้าตาดีคุณก็เป็นได้ แต่ตลกนี่มันไม่เกี่ยวกับหน้าตา มันเกี่ยวกับศาสตร์ ถ้าผมมีมุก นับ 1-5 แล้วคนอื่นต่อ 6-7-8 ได้ไหม ขึ้นบนเวทีคนดูก็คงยังเฉย แต่ถ้าเป็น 9-10-11-12 นี่มันไม่ใช่ล็อกที่วางเอาไว้นะ มันคืออารมณ์สดๆ บนเวที ส่วนชีวิตหลังเวทีนี่คนละเรื่องเลย มันไม่รู้จะไปตลกกับใคร บอกไปนั่งตลกให้ดูหน่อยซิ มันทำไม่ได้ ไม่รู้จะทำอย่างไร

จากเล่นอยู่คณะเล็กๆ แล้วก้าวสู่การเป็น ‘เท่ง เถิดเทิง’ ซุป’ตาร์ตลกในวันนี้ได้อย่างไร

คือในวงการตลกคาเฟ่จะได้เจอคนนั้นคนนี้ตลอด วันหนึ่งเจอพี่หม่ำ แกเห็นวิธีการเล่นของเรา บอกถ้าได้อยู่คณะใหญ่ต้องดังแน่ แต่ส่วนตัวไม่เคยคิดขนาดนั้น ขอให้มีงานทำ ขอให้มีเงินก็พอแล้ว เมื่อก่อนยังไม่ได้เป็นเท่ง เขาถามว่าทำอาชีพอะไร เราบอกเล่นตลก เขามองหน้าเรางงๆ และคงคิดว่าเราขำตรงไหน เพราะตลกไทยต้องขายสรีระ ต้องอ้วน เตี้ย หน้าหัก ของเรามันหล่อก็ไม่หล่อ ขี้เหร่ก็ไม่ขี้เหร่ มันดูกั๊กๆ แล้วชีวิตปกติของผมมันไม่ตลกอยู่แล้ว เป็นคนค่อนข้างเงียบ ไม่คุยกับใคร ที่บ้านเองก็รู้ไปๆ มาๆ ได้อยู่กับพี่หม่ำ แกดึงเข้ามาเล่นตามรายการโทรทัศน์ ซึ่งตอนนั้นเขาดังอยู่แล้ว ส่วนตัวเริ่มจากแจมเป็นตัวนั้นตัวนี้บ้างในชิงร้อยชิงล้าน กระทั่งเข้าตาผู้ใหญ่ เขาเปิดรายการใหม่ ‘ระเบิดเถิดเทิง’ เลยได้เริ่มต้นจริงจัง สุดท้ายชื่อ ‘เท่ง’ ก็มีนามสกุลต่อท้าย กลายเป็น ‘เท่ง เถิดเทิง’

ทราบมาว่าจริงๆ แล้วไม่ได้ชื่อเล่นว่า ‘เท่ง’ ตั้งแต่เกิด

ที่จริงเป็นคนไม่มีชื่อเล่น ชื่อพงษ์ศักดิ์ บางทีคนก็เรียกพงษ์ อย่างช่วงแรกมาเล่นตลกเราเต้นเบรกแดนซ์ ทำตัวอ่อนได้ เขาก็เลยตั้งชื่อ ‘ตู้’ ให้ เพราะตอนนั้นพี่ ‘ตู้ ดิเรก’ กำลังดัง คือชื่อตู้นี่วงการตลกจะรู้จักกัน พอมาช่วงหลังเต้นท่าหนังตะลุงบ่อยๆ อีกอย่างคือเป็นคนมีพุง ยิ่งเมื่อก่อนเคยอยู่ปักษ์ใต้ ซึมซับภาษา พูดใต้ได้ เขาก็เรียก ‘เท่ง’ กันบ้าง แล้วซึมๆ มาเรื่อย กระทั่งมาชัดเจนคือ ‘พี่ตา’ (ปัญญา นิรันดร์กุล) ตั้ง ‘เท่ง เถิดเทิง’ ชีวิตเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ดีขึ้นจริงๆ นะ

ช่วยพูดถึงความสัมพันธ์ในแก๊งสามช่า

เป็นพี่เป็นน้อง เพียงแค่ออกมาจากคนละท้องพ่อท้องแม่ รักกัน เอื้อกัน ดูแลซึ่งกันและกัน ความหมายมีเพียงเท่านี้จริงๆ อธิบายด้วยคำพูดคงไม่ได้ใน ‘แก๊งสามช่า’ โชคดีมาก หม่ำ เท่ง โหน่ง เราเข้าใจการเล่นกัน บนเวทีมันไม่ยอมกัน มันจึงเป็นหัวใจของเรา สมองได้ฝึกตลอด อย่างในชิงร้อยฯ เวลาแสดงละคร มันมีโครง มีพล็อตนิดเดียว เปรียบเทียบเป็นการก่อสร้างบ้านนี่เสาเข็มยังไม่มีเลย มีแค่รั้วสังกะสี แต่พอทำกันสามคนกลายเป็นบ้านหลังงามมาก       

หลังได้เป็น ‘เท่ง เถิดเทิง’ เคยมองย้อนกลับไปในอดีตไหม

เคยดูละครไหมครับ เวลามันยืนตัวคนเดียว แล้วพูดกับตัวเอง ผมเคยด่านะ มันบ้าหรือเปล่าวะ ไม่มีคนที่ไหนเขาจะยืนคุยคนเดียวหรอกแล้ววันหนึ่งเราเข้าห้องน้ำ จ้องเข้าไปในกระจก ยืนคุยกับคนในนั้น เอาเป็นว่าถึงขนาดชี้หน้าตัวเองแล้วบอก ชีวิตมึงไม่ใช่แค่มาไกลเกินฝันนะ เพราะมึงไม่เคยฝันเลย ฉะนั้นมึงอย่าประมาทนะเว้ย ทำตัวดีๆ เราคุยกับตัวเองอย่างนี้ มองย้อนกลับไปในอดีต เราศรัทธาอาชีพ ศรัทธาตัวเองว่ามันผ่านมาได้อย่างไร ไปอุบลฯ ทุกครั้งก็ต้องไปที่ศาลา ตั้งอยู่กลางทุ่งศรีเมือง จะมีห้องน้ำ เพราะชีวิตครั้งหนึ่งเคยนอนอยู่ที่นั่น เป็นเด็กเร่ร่อนเลย ตื่นมาไม่มีอะไรกิน เปิดก๊อกน้ำกินให้อิ่ม แล้วเดินไปกราบสามล้อขอเช่าเขาขี่ ดวงลักษณะเรามักจะเจอคนดีด้วย เขาก็ให้เช่า

ชีวิตผมสู้มาตลอดเลยนะ ไม่เคยท้อ ขอให้มีงานทำ พอมาถึงวันนี้ต้องบอกว่าเป็นบุญเก่า เป็นพรสวรรค์ ซึ่งเมื่อก่อนเราไม่เข้าใจคำนี้ ไม่เข้าใจคำว่าองค์ลง แต่เวลาดนตรีขึ้นปุ๊บมันมาเลย จึงศรัทธาชีวิตตัวเองตรงนี้ บอกใครต่อใครเสมอ มึงต้องสู้ มึงต้องดิ้น บางคนไม่เลย เป็นหนี้นิดหน่อยพันสองพันก็มาหาเท่ง นี่หมายถึงเพื่อนฝูงนะ คือมึงเป็นหนี้นิดเดียวมาหากูแล้ว กูเนี่ยเคยเป็นหนี้สิบล้านยังไม่ท้อ ไม่งอมืองอเท้า

ในยามเจออุปสรรค ใช้อะไรเป็นตัวฉุดตัวเองให้ก้าวต่อ

ความจริงใจกับงาน ศรัทธาอาชีพเรา อาชีพนี้ทำให้เรา...ไม่ใช่แค่เราสิ แต่คือคนรอบข้าง ลูกเต้า พ่อแม่อยู่ได้สบาย เช่นนั้นแล้วยามใดที่เราทำงาน มันต้องทำจริงๆ ขึ้นเวทีมันต้องมีลายเซ็นความเป็นเท่ง เถิดเทิง เราตั้งใจทำงานมาก งานแต่ละชิ้นจะออกไปได้ไม่ใช่ทำเพื่อผ่านๆ ไป ทำแบบนั้นไม่ได้ อย่างแต่งเพลงนี่ก็ตั้งใจแต่ง ไม่ใช่คิดว่าต้องดัง ขอทำให้มันดีก่อน เล่นตลกเหมือนกัน ทำให้มันดี จะพูด จะเล่นอะไรก็ช่าง แต่เมื่อคนขำมันคือการตอบโจทย์ แล้วเวลาขึ้นเวทีผมจะกราบคนดู ไม่ใช่แค่แสดงออกด้วยกายนะ จิตใจของผมมองว่าทุกๆ ท่านมีพระคุณมากล้นเหลือเกิน ผมคิดแบบนี้ตลอดเวลา ไม่รู้เป็นโรคจิตหรือเปล่า แต่มันคือความคิด ที่ถ้าใครคิดได้แบบนี้มันก็ดีนะ คือถ้าไม่มีคนดู... แน่นอนเราจะไม่มีงานทำ

ดูเหมือนเป็นคนทำงานเยอะ ออกโทรทัศน์หลายรายการ มีวิธีบริหารเวลาระหว่างงานกับครอบครัวอย่างไร

จริงๆ แล้วงานไม่เยอะหรอก คือถ้าคนดูทีวีก็จะเห็นบ่อย แต่การทำงานเราจะสต๊อกไว้หลายเทปไปเลย แต่ไม่ใช่เยอะจนร่างกายไม่ไหวนะ ทำเท่าที่จะรับได้ บางทีอัดสาม แต่รู้สึกสี่เทปไหวก็ลุยไปเลย จากนั้นก็มีวันหยุด คือขอกับบริษัทอย่างเดียวว่า วันเสาร์ อาทิตย์ กับจันทร์ ไม่รับงาน เพื่อให้เวลาครอบครัว มีเวลาส่วนตัวบ้าง ตรงนี้ค่อนข้างแฮปปี้นะ นี่มี 4 รายการ ผู้ใหญ่เขาจะให้อีกเราก็บอกพอแล้ว

ถ้ามีวันว่างค่อนข้างมาก แล้วเวลาที่เหลือนอกจากอยู่กับครอบครัวแล้วทำอะไร

เป็นคนที่อยู่นิ่งไม่ได้ ถึงขั้นเมียขอร้องให้นั่งบ้างเถอะ (หัวเราะ) แต่นั่งได้แป๊บเดียวนะลุกแล้ว คือคิดว่ามันมีอะไรให้ต้องทำเยอะ ทั้งเก็บกวาด บางทีตื่นก่อนเด็กที่บ้านอีก ดูบ่อน้ำ ดูว่าให้อาหารปลาหรือยัง สิ่งแรกคือต้องมีวิทยุติดเอาไว้ฟังเพลงตลอด ทำอย่างนี้ทั้งวัน นี่มีตึกที่ให้คนอื่นเช่าแล้วหมดสัญญาก็จะหิ้วทรานซิสเตอร์ไปทำนั่นนี่ ทำความสะอาด หรือไม่ก็ปลูกต้นไม้นะ ที่บ้านเต็มไปหมด เป็นคนชอบต้นไม้มาก ลูกพาไปเดินห้างซื้อเสื้อ แต่เราเจอต้นไม้สองสามพันซื้อก่อนเลย

วันนี้มีตัวตนที่ชัดเจนในวงการบันเทิงแล้ว เคยคิดอยากหาอาชีพอื่นทำเพิ่มไหม

คงไม่ไปด้านอื่นนะ คือเขาสร้างให้เรามาอย่างนี้แล้ว ก็หากินในสิ่งที่เราถนัด เอาเป็นว่า ณ วันนี้ยังไม่คิด นั่นเพราะการทำอะไรก็ช่างต้องมีเวลาให้กับสิ่งนั้น แต่นี่เวลาไม่มี แล้วถ้าจะทำจริงมันต้องหาคนที่ไว้ใจได้ในระหว่างที่เราไม่มีเวลา ซึ่งที่ผ่านมาโดนมาเยอะ ถ้าทำแล้วไม่สบายใจก็อย่าทำดีกว่า แต่มีบ้างนะคือทางภรรยาเป็นคนชอบอสังหาริมทรัพย์ ซื้อตึกมาทำให้คนเช่า ที่ตรงไหนสวยงามก็ซื้อเก็บไว้ เท่านั้นเอง

ชีวิตทุกวันนี้สมบูรณ์หรือยัง

โห เกินแล้ว ล้นแล้ว มันเป็นความสุขที่จับต้องได้เลย แต่ก็ยังหยุดนิ่งไม่ได้ เพราะมนุษย์ยังต้องใช้จ่าย พยายามทำกับตัวเองให้เหมือนแก้วน้ำที่มันยังไม่เต็ม สามารถเติมได้เรื่อยๆ

ตอนนี้มีโครงการจะทำหนังออกมาอีกบ้างหรือเปล่า

คือธรรมดาหนังนี่ต้องมีปีละเรื่องนะ แต่ติดเงื่อนไขเรื่องเวลา พอมันไม่เอื้อก็ทำอะไรไม่ได้

วันนี้ถือว่าเป็นคนหนึ่งที่มีเงินมีทอง คนอื่นเขาอาจหลงระเริงไปกับความฟุ้งเฟ้อ แต่เท่าที่เห็น ‘เท่ง เถิดเทิง’ ไม่มีมุมนั้นเลย ทำไมถึงใช้ชีวิตได้เรียบง่ายมาก

เวลาตลกตาย เวลาหลายคนที่มีชื่อเสียงตาย เราก็เห็นๆ กันอยู่ บางทีแทบไม่มีเงินซื้อโลงใส่ เพื่อนๆ ต้องมาเรี่ยไร มาบริจาคกัน ตรงนี้เป็นบทเรียนที่ทำให้ต้องขอบคุณเขาเลยนะ เราทำงานแล้วต้องเก็บ ชีวิตเกิดมายอมรับว่าเป็นคนใช้เงินไม่เป็นจริงๆ ถ้าออกจากบ้านมารถมีน้ำมันเต็มก็ไม่ขอสตางค์เมียสักบาท เพราะพอถึงสตูดิโอมีข้าวกิน เสื้อผ้าก็ไม่ค่อยซื้อ ส่วนใหญ่เมียกับลูกจะซื้อให้ เพราะเป็นคนไม่ชอบแต่งตัวอยู่เป็นทุน คือมันไม่ได้มีเหตุให้ต้องใช้เงินอะไร อย่างไปเดินเที่ยวห้างก็ไม่ เป็นคนไม่ชอบเที่ยว ชอบอยู่บ้าน แล้วเราเป็นคนไม่เคยใส่ทอง คือคนอื่นใส่ก็ดูดีนะ แต่ไม่ชอบตรงนี้ เป็นคนใส่อะไรไม่เป็น จะมีก็เชือกห้อยพระฤๅษีคล้องคอเอาไว้ นี่มีรอยหนูกัดจะขาดอยู่แล้ว บูชามาตั้งแต่สมัยเล่นลิเก ศรัทธากับสิ่งที่ยึดเหนี่ยวนี้มาก ตั้งแต่ได้ท่านมาบูชาชีวิตดีขึ้นมาตลอด

วางตัวอย่างไรในฐานะคนมีชื่อเสียงที่ไปไหนก็มีคนรู้จัก

เป็นคนง่ายๆ นะ ถ้าเท่ง เถิดเทิงไปแอ๊กกับใคร ไปกร่างกับใคร อันนี้ไม่ใช่ เพราะไม่มีนิสัย สันดานแบบนั้น แล้วถ้าเราไปทำตรงนั้นคนก็รู้จักอยู่แล้วว่าเรามาจากไหน มาจากสามล้อใช่ไหม เขาจะว่าเอาได้เจอใครจะคุยดีด้วยตลอด คุยได้กับทุกอย่างที่มีชีวิต ไม่ว่าหมา วัว ควาย งู หมู คุยไปหมด พี่หม่ำยังแซวเลยว่าเท่งมันบ้า คือเวลาคุยนี่ผมคุยด้วยจิตนะ ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ยุงไม่กัดก็ไม่ตบ เดินเจอมดยังเลี่ยงให้มันเลย แต่มึงอย่ามาทำกูเท่านั้นเอง เหมือนยุงนะ จะมากัดเราทำไม ก็กัดมันตอบเวลาไปเจอแฟนคลับข้างนอกเคยมีนะมาบอกให้เล่นตลกให้ดูหน่อย เราก็คุย ก็เล่น แต่เป็นนัยของการโต้ตอบมากกว่า ไม่ใช่มุกจัดเตรียม บางทีถามเขานะน้องทำอะไรอยู่ เขาตอบเรียนอยู่ ถ้าอย่างนั้นก่อนให้พี่เล่นตลกน้องเรียนให้พี่ดูหน่อยสิ น้องเขาตอบ พี่ครับผมไม่มีสมุด ไม่มีปากกาจะเรียนได้ยังไง เราก็บอก คือกันน้องเอ๋ย พี่ก็ไม่มีเวที แต่อันนี้ไม่ใช่ประชดนะ มันคือมุกที่เราโต้ตอบกันกับเขา

ได้ยินมาว่าไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ ชีวิตอยู่ได้หรือ

ไม่ใช้จริงๆ นะ มันมาสร้างเงื่อนไขให้กับตัวเราทั้งที่เป็นคนซื้อมันมา อีกอย่างพอมีมือถือ คำว่าชีวิตส่วนตัวก็ไม่มีแล้ว อย่างไปเที่ยวกับครอบครัวเป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่ อบอุ่น แต่อยู่ๆ มันก็ดังขึ้นมา บางทีเป็นสิ่งที่เรารู้สึกไม่น่าฟัง วุ่นวายมาก วันนี้ถ้ามีนะจะขับรถเหยียบเลย แล้วชี้มึงอย่าเจอกันเลย เมื่อก่อนไม่มีก็อยู่กันได้สบาย คือเข้าใจนะมันต้องทันยุคทันสมัย สำหรับเราอาจเป็นแกะดำของเขาก็ได้ เล่นมือถือก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตาบอกกับลูกๆ เสมอ อยู่บ้านคืออยู่บ้าน จะมีเวลาให้เล่น ตอนนี้มีแต่คนอิจฉาผมนะที่ไม่มีมือถือ คือมีนะไอแพ็ดลูกสาวซื้อให้ เอาไว้กดดูยูทูบ ถ่ายรูปอะไรไปเรื่อยเปื่อย แต่ถ้าเพื่อการสื่อสารมีอะไรคุยตัวต่อตัวดีกว่า หรือถ้าต้องติดต่อให้ผ่านผู้จัดการ ติดต่อเวิร์คพอยท์ได้ บางคนเขาอยากรู้ว่าเราอยู่ไหน แต่เรื่องงานรู้ตัวว่าต้องรับผิดชอบ งานเริ่มเวลาไหนยังไง ส่วนถ้ามีอะไรต้องโทรคุยก็จะจอดรถ ใช้บริการตู้โทรศัพท์ นี่ยังคิดเลยว่าอาจเป็นผมคนเดียวที่เป็นลูกค้าองค์การโทรศัพท์ คือถ้าพรรคพวกเห็นเบอร์แปลกๆ ขึ้นต้น 02 จะรู้เลยเป็นเท่งแน่ๆ บางทีผมยังคุยกับตู้โทรศัพท์ มึงไม่ต้องรู้สึกเหงานะ ยังมีกูอีกคนที่ยังใช้พวกมึงอยู่ ใครอย่ารื้อไปนะ รื้อไปชีวิตกูจบเลย (หัวเราะ)

เรื่อง : เอกลักษณ์ มุสิกะนันทน์
ภาพ : อิศเรศน์ ช่อไสว

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่เกี่ยวข้อง กับ เท่ง เถิดเทิง

เรื่องล่าสุดของหมวด Work

ดูหมวด Work ทั้งหมด