EDDIE PENG การต่อสู้ของผู้ชายคนนี้ไม่มีวันสิ้นสุด

EDDIE PENG การต่อสู้ของผู้ชายคนนี้ไม่มีวันสิ้นสุด

EDDIE PENG การต่อสู้ของผู้ชายคนนี้ไม่มีวันสิ้นสุด เกี่ยวกับ work

gqthailand

สนับสนุนเนื้อหา

เรื่อง: ซูอวี๋เฟิน
ภาพ: เส้าถิงขุย
สไตลิสต์: หวังจื่อฉี

หลายปีมานี้พวกเรามักจะเห็นเผิงอวี๋เยี่ยน (Eddie Peng) อยู่ในภาพยนตร์หลายต่อหลายเรื่อง ชีวิตของเขาตั้งแต่เช้าจรดเย็นเต็มไปด้วยงานและนัดสัมภาษณ์ต่างๆ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะโปรโมตงานแสดงของเขา เผิงอวี๋เยี่ยนที่ปลีกเวลาให้เราได้พูดว่าชีวิตของเขาก็เป็นแบบนี้แหละ ถ่ายหนัง โปรโมต แล้วก็กลับไปถ่ายหนัง แล้วก็โปรโมต วนอย่างนี้เรื่อยไป 

เมื่อก่อนเขาก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างเดียว เพราะตอนนั้นเขามีแค่ตัวเลือกนี้เท่านั้น เขาก้มหน้าทำงานอย่างเอาเป็นเอาตายมานาน นานจนปีนี้เป็นปีที่ 10 แล้วที่เขาทำงานในวงการภาพยนตร์ ปีนี้มีภาพยนตร์ที่เขาแสดงเข้าฉายด้วยกัน 6 เรื่อง ผลงานทั้ง 6 เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ที่เขาใช้เวลาในการถ่ายทำปีที่แล้วทั้งปี ในความคิดของเผิงอวี๋เยี่ยนนั้นจำนวนภาพยนตร์ที่เขาถ่ายทำไปแล้วไม่ได้มีความสำคัญอะไร แต่ปีนี้เขากลับเปลี่ยนความคิดและพูดว่า จำไม่ได้ว่าปีที่แล้วช่วงไหนที่เขาเริ่มคิดได้ในที่สุดว่าเขาควรจะพักผ่อนบ้าง ใช้เวลาว่างจากการทำงานไปใช้ชีวิตบ้าง คนที่ทั้งชีวิตทำแต่งานอย่างเผิงอวี๋เยี่ยนไม่ต้องการความหรูหรามากนัก กินอาหารเลิศรสบ้าง อยู่กับครอบครัวและเพื่อนๆ บ้างก็พอ สำหรับเป้าหมายที่จะเป็นดารายักษ์ใหญ่ เซเลบชื่อดังนั้นไม่ได้ไกลเกินเอื้อมเขาเลย

การขึ้นปกครั้งนี้เป็นการขึ้นปกครั้งที่ 3 ของเผิงอวี๋เยี่ยนบนนิตยสาร GQ ประเทศไต้หวัน ตอนนี้เขาทำสถิติขึ้นปก GQ เสมอกับจินเฉิงอู่ (ทาเคชิ คาเนชิโร) และเหลียงเฉาเหว่ย (ครั้งหนึ่งเขาถ่ายร่วมกับนักแสดงหลักอีกสองคนจากภาพยนตร์เรื่อง Infernal Affairs (สองคนสองคม) อีกครั้งหนึ่งเขาถ่ายร่วมกับ Takuya Kimura) ขึ้นแท่นนักแสดงชายเชื้อสายจีนที่ขึ้นปกนิตยสาร GQประเทศไต้หวัน บ่อยครั้งที่สุดในรอบ 20 ปี วันที่ถ่ายทำเป็นวันที่มีไต้ฝุ่นพอดี ก่อนที่พายุฝนจะโหมกระหน่ำ เผิงอวี๋เยี่ยนก็มาถึงกองถ่ายด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส สถานที่ถ่ายทำเลือกถ่ายทำที่โรงแรม 

สำหรับเผิงอวี๋เยี่ยนที่ต้องถ่ายละครซีรีส์ชุดยาวจนที่ไหนๆ ก็เป็นบ้านของเขาได้แล้วนั้น โรงแรมถือเป็นสถานที่ที่มีความหมายสำหรับเขา ถ้าพูดถึงความสัมพันธ์ที่แปลกประหลาดระหว่างบ้านกับโรงแรมแล้ว พวกเราก็จะนึกถึงนักแสดงจากภาพยนตร์เรื่อง Somewhere ที่อยู่โรงแรมกันจนเหมือนเป็นบ้านไปแล้ว เขาสามารถเปลี่ยนทางเดินให้เป็นเหมือนสวนสนุก นอนอ่านหนังสือนิ่งๆ อยู่ที่ริมสระว่ายน้ำไปวันๆ หรือไม่ก็ไปเต้นคนเดียวคลอเสียงเปียโนที่บาร์เหล้าประหนึ่งไม่มีใครอยู่รอบข้าง สำหรับประเด็นเรื่องโรงแรมแล้ว เราได้คำตอบจากเผิงอวี๋เยี่ยนว่า “ถ้าบ้านของผมสวยขนาดนี้ละก็แจ่มไปเลย ฮ่าๆๆ”

“ผมเคยพักโรงแรมมาทุกประเภท รวมถึงโรงแรมที่ไม่เหมือนโรงแรมด้วย เพราะว่างานนักแสดงทำให้ผมต้องทำงานนอกสถานที่บ่อยครั้ง อย่างเช่น ครั้งหนึ่งผมต้องถ่ายหนังในสภาพอากาศติดลบหลายวันติดกัน ไม่ได้นอนเลย แถมพอถ่ายหนังเสร็จแล้วก็ไม่มีน้ำร้อนให้อาบอีก หรือไม่ก็เป็นสถานที่สุดสกปรก น่ากลัว ผมก็ผ่านมาแล้ว ดังนั้นหากผมได้อยู่โรงแรมดีๆ ละก็ ผมจะให้คุณค่ากับช่วงเวลานั้นเป็นพิเศษเลยละ”

บนเส้นทางที่ต้องดูแลตัวเอง
สำหรับเผิงอวี๋เยี่ยน ไม่ว่าที่ไหนบนโลกนี้เขาก็เคยไปมาหมดแล้ว ความหมายของโรงแรมที่ดีหลักๆ ของเขาอยู่ที่การออกแบบภายในโรงแรม ส่วนโรงแรมจะมีสระว่ายน้ำหรือฟิตเนสหรือไม่เป็นแค่เรื่องรอง โรงแรมห้าดาวหรือโรงแรมทั่วไปต่างก็มีข้อดีของตัวเอง เพราะฉะนั้นโรงแรมจึงเป็นสถานที่ที่คนมาแล้วประทับใจมิรู้ลืม ประทับใจจนทำให้ทุกครั้งที่มาก็อยากจะฝังตัวอยู่ในบรรยากาศเดิมๆ แน่นอนว่า ‘คน’ เป็นเหตุผลที่สำคัญที่สุด 

“ผมไม่ค่อยชอบให้ใครเข้ามาทำความสะอาดในห้อง การเปลี่ยนผ้าปูที่นอนหรือผ้าเช็ดตัวทุกวันไม่ใช่เรื่องจำเป็นมากนัก ใช้แค่ครั้งเดียวก็นำไปซักหรือนำไปทิ้ง แถมยังใช้น้ำยาฟอกผ้าขาวเยอะขนาดนั้น มันไม่ดีต่อสิ่งแวดล้อมเลยนะครับ โรงแรมบางแห่งจะรู้รสนิยมของผม ก็จะใช้ผ้าปูเตียงที่ไม่ได้ใช้น้ำยาฟอกผ้าขาวแทน แล้วก็ไม่มาเปลี่ยนผ้าปูที่นอนบ่อยๆ ด้วย บางครั้งเวลาผมเข้ามาที่ห้องพักตัวเองแล้วเห็นผ้าขนหนูและปลอกหมอกปักอักษรย่อชื่อผมแล้ว ก็รู้สึกอุ่นใจมากครับ” 

เผิงอวี๋เยี่ยนคล้ายจะมีบ้านอยู่ทุกที่ ทั้งๆ ที่ทุกที่ไม่ใช่บ้านของเขา ด้วยเหตุนี้ของใช้ส่วนตัวของเขาจึงจำเป็นอย่างมาก ของส่วนตัวของเผิงอวี๋เยี่ยนจะตามเขาไปทุกที่ คนอยู่ไหน ของก็ส่งตามไปด้วย สิ่งของพื้นฐานที่เขาเตรียมคือผ้าปูที่นอนและผ้าเช็ดตัว ยังมีหม้อหุงข้าว เตาอบ หม้อนึ่ง อุปกรณ์ออกกำลังกาย และก็ของจำพวกอาหารและยาจีนอื่นๆ อีก แค่ถ้วยเก็บความร้อนเขายังเตรียมไปสามสี่ใบ เว่อร์ไปหรือเปล่า ไม่เว่อร์ไปหรอก “คุณกำลังจะไปต่อสู้กับโลกภายนอก ของก็ต้องเตรียมให้พร้อม เวลาถ่ายหนังทีก็ถ่ายทำกัน 10-12 ชั่วโมง ไม่ได้หลับไม่ได้นอน ในวันที่ต้องถ่ายทำ ผมได้เรียนรู้เทคนิคมากมายจากรุ่นพี่ โดยเฉพาะเวลาที่ถ่ายทำ ไม่มีใครมาดูแลคุณหรอกครับ คุณต้องดูแลตัวเอง แล้วก็ต้องรักษานิสัยออกกำลังกายไว้อย่างสม่ำเสมอด้วย ทำแบบนี้แล้วคุณจะเดินบนเส้นทางสายวงการบันเทิงได้นาน แล้วจะได้แสดงหนังต่อไปเรื่อยๆ ครับ”

 ความมานะพยายามในฐานะนักแสดงภาพยนตร์
หลายปีมานี้ คนที่เผิงอวี๋เยี่ยนร่วมงานด้วยต่างเป็นนักแสดงฟอร์มยักษ์เก่งๆ ทั้งนั้น สาเหตุก็มาจากการที่เขาได้มีโอกาสร่วมงานในภาพยนตร์ Rise of the Legend (หวงเฟยหง) เขานับถือหงจินเป่าเป็นอาจารย์ และยังสนิทสนมกับเหลียงเจียฮุย แถมยังได้รู้จักผู้กำกับระดับชั้นแนวหน้าอย่างหลิวเชาเสียนและเฉินมู่เซิ่งอีกด้วย ทางเราได้ถามเผิงอวี๋เยี่ยนว่าความรู้สึกที่ได้ร่วมงานกับนักแสดงระดับเทพอย่างนี้เป็นอย่างไร เขาตอบคำถามโดยใช้บาสเกตบอลมาเปรียบเทียบว่า “ก็เหมือนกับเล่นบาสเกตบอลแหละครับ แน่นอนว่าอยากประมือกับคนที่เก่งกว่าอยู่แล้ว ดึงความสามารถที่ซ่อนอยู่ในตัวออกมาให้เต็มที่ ผมได้โอกาสดีขนาดนี้ มีโอกาสทำงานร่วมกับคนเก่งๆ มากมาย พวกเขาเห็นความสามารถของผม ผมก็ไม่รีรอที่จะคว้าโอกาสหรอกครับ นี่คือสิ่งที่ทำให้ผมไม่เหมือนกับคนอื่น”

เผิงอวี๋เยี่ยนบอกว่าตัวเองค่อนข้างทำงานยึดติดกับความเป็นจริง นักแสดงไม่เพียงแต่จะเป็นงาน แถมยังเป็นความสนใจของเขาด้วย ถ้าจะให้พูดจริงๆ แล้วทั้งหมดที่เขาทำก็เพื่อชีวิตของเขาเอง เขาชอบกองถ่ายทำภาพยนตร์มาก เพราะฉะนั้นเขาจึงบอกตัวเองอยู่เสมอว่าให้รับงานที่ไม่เคยรับมาซะ เขาแสดงละครที่รักมามากแล้ว ก็ไปแสดงละครแอคชั่นบ้าง ทำแบบนี้แล้วเขาก็จะมีความสามารถและเทคนิคการแสดงที่หลากหลาย เวลาออกไปรบก็จะได้มีอาวุธเพิ่มไปด้วยอีกชิ้นหนึ่ง 

“ใครๆ ก็บอกว่าถ่ายหนังเหนื่อย ใครไม่เหนื่อยบ้าง คุณเป็นนักแสดง ทำไมถึงไม่ไปถ่ายหนังล่ะครับ ทุกคนต่างก็เป็นนักแสดงทั้งนั้น ใครไม่รู้หน้าที่ของตัวเองบ้าง ผมไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเหนื่อยสุดๆ เลย ขอเพียงแค่ได้ร่วมงานกับผู้กำกับและทีมงานที่ดี มีบทแสดงที่ยอดเยี่ยมแล้ว ยังไงผมก็ตอบตกลงแน่นอนครับ”

“โจวเหวินฟะแสดงหนังมา 40 ปี เหลียงเจียฮุยแสดงหนังมา 30 ปี คุณดูสิ รุ่นพี่เหล่านี้ต่อให้แก่ยังไงก็ยังถ่ายหนังต่อไป พวกเราเห็นพัฒนาการของหนังที่พวกเขาแสดง ก่อนยุคของพวกเขาสามารถพูดได้เต็มปากเลยว่าไม่มีหรอกไอ้ที่เรียกว่าหนังฮ่องกง พวกเขาเป็นคนบุกเบิกหนังฮ่องกงขึ้นมา แล้วยังทำต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ถ้าบอกว่านักแสดงที่แสดงไปร้อยเรื่องแล้วถึงจะมีเทคนิคสุดเจ๋งแบบรุ่นพี่นั้น พี่หงจินเป่าแค่กำกับหนังก็กำกับไปกว่าร้อยเรื่องแล้ว เพราะฉะนั้นผมก็ต้องไม่หยุดที่จะพัฒนาตัวเอง เว้นเสียแต่ว่าผมเป็นอัจฉริยะ ไม่งั้นผมจะเรียนรู้เทคนิคการแสดงที่ดีได้อย่างไร”

จะว่ารักการแสดงก็ใช่ จะว่าเพราะเป็นสิ่งที่ต้องทำก็ใช่ จะว่าเช่นนั้นก็ได้ ผลงานของเผิงอวี๋เยี่ยนมีทั้งแอคชั่น แฟนตาซี โรแมนติก และหนังตำรวจจับผู้ร้าย สำหรับเผิงอวี๋เยี่ยนแล้วขอแค่มีบทดีๆ มีทีมงานดีๆ มาติดต่อ เขาก็แทบจะกระโดดคว้าไม่ทันแล้ว “ผมอยากเล่นหนังทุกแบบเลยครับ แต่ว่าทุกคนก็เอาแต่ดูหนังฮอลลีวูด เพราะฉะนั้นวงการหนังในเอเชียถึงไม่มีทางเติบโต ถ้านักแสดงคนไหนก็ตามสามารถทำให้คนออกจากบ้านมาดูหนังได้ หรือแม้กระทั่งทำให้มีนิสัยชอบดูหนังได้ ก็เจ๋งไปเลยใช่ไหมล่ะ” 

พวกเราได้ถามคำถามที่มีคนถามเขามาแล้วนับไม่ถ้วน นั่นก็คือการได้รางวัล “สำหรับผมแล้วรางวัลยังเป็นสิ่งที่ไกลตัวผมมาก ตอนนี้ผมยังมีเป้าหมายที่ต้องไขว่คว้าให้ได้ก่อน ทุกวันนี้ผมอาจจะไม่ได้ถ่ายหนังแล้วได้รางวัล แต่สิ่งที่ผมทำได้คือทำให้ทุกคนไปโรงภาพยนตร์เพื่อดูหนัง รุ่นพี่ได้ทุ่มเวลาและชีวิตให้วงการหนังมากขนาดนี้ ทั้งตอนนี้พวกเขาก็ยังไม่หยุดแสดง แล้วผมจะมีเหตุผลอะไรที่ต้องหยุดแสดงล่ะครับ”

ช่วงเวลาทำลายสถิติเทค
ภาพยนตร์เรื่องใหม่ Call of Heroes คนที่เทคน้อยมากอย่างเผิงอวี๋เยี่ยนต้องมาแสดงบทบู๊วรยุทธ์สูงส่ง ขี่ม้า ‘ไท่ผิง’ ทะยานทั่วในใต้หล้าแล้วบังเอิญเข้าไปติดกับวิกฤติในเมืองซะได้ บทบาทที่เขาได้รับพัฒนาจากเป็นแค่ไทยมุงไม่สนอะไร มาเป็นวีรบุรุษที่ถือดาบช่วยเหลือผู้คน แน่นอนหนังบู๊ย้อนยุคแบบนี้จะต้องมีฉากสุดโลดโผน บวกกับมาตรฐานขั้นสูงจากผู้กำกับสุดโหดหงจินเป่าแล้ว เลยทำให้ฉากใส่สลิงต้องถ่ายทั้งวัน เทคไป 53 ครั้ง ทำลายสถิติที่เขาเคยทำมาทั้งหมด “ปกติถ้าไม่ฝึกมาดีๆ ละก็ ฉากนี้อาจจะต้องถ่ายทำเป็นอาทิตย์เลยก็ได้ แต่ยังไงผมก็โดนอาเฮียแก๊งผู้กำกับหงหัวเราะอยู่ดี ตั้ง 53 เทคถึงจะผ่าน ทำลายสถิติที่ผมเคยทำเอาไว้จากฉากที่ต้องกระโดดจากชั้นสอง ตอนนั้นเทคไป 36 ครั้ง”

ในหนังเรื่องนี้ เผิงอวี๋เยี่ยนได้โอกาสติดหนวดใส่ชุดโบราณ โชว์ความหล่อแบบย้อนยุคออกมา “เมื่อก่อนตอนเล่นละครทีวี จะให้เล่นมุก ทำตัวติงต๊อง เล่นบทอะไรผมก็เล่นได้หมด เพียงแต่บทที่เล่นสมเหตุสมผลก็พอ ขอเพียงแค่คนดูดูแล้วมีความสุขก็พอ” แต่ว่าหนวดปลอมที่ต้องติดนานถึงสองชั่วโมง ติดหนวดไม่พอยังต้องใส่หมวกโบราณ ใส่ชุดผ้าหนักๆ อีก ในสภาวะอากาศที่ร้อนอบอ้าว ต้องใส่สลิงห้อยโหนถ่ายทำ ทุกวันที่ถ่ายทำถือได้ว่าเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งเลยทีเดียว “ถ่ายหนังแค่วันเดียวก็ผอมลงหลายกิโลแล้ว โดนรีดเหงื่อไง อากาศร้อนเกินไปแล้ว” 

พอเหงื่อไหล หนวดก็หลุด ช่างแต่งหน้าก็ต้องเอากาวมาติดหนวดใหม่อีก หนังเรื่องหนึ่งใช้เวลาถ่ายทำจริงๆ ประมาณสามถึงสี่เดือน “หลังจากถ่ายหนังเสร็จแล้ว บอกเลยว่าผมจะไม่ถ่ายหนังที่ต้องติดหนวดปลอมอีกแล้ว แต่อีกไม่นานเขาก็รับงานหนังเรื่อง ไซอิ๋ว เล่นเป็นบทหงอคง! (หนักกว่าติดหนวดอีก)”

ทุกวันช่างแต่งหน้าต้องใช้เวลาประมาณ 7 ชั่วโมงในการเนรมิตให้เผิงอวี๋เยี่ยนกลายเป็นลิงซุนหงอคง แล้วพอถ่ายทำเสร็จก็ใช้เวลาอีกสองชั่วโมงล้างเครื่องสำอางทั้งหมดออก หลังจากงานไซอิ๋ว เขาก็รับงาน Operation Mekong ก็เป็นบทที่ต้องติดหนวดปลอมอีก เผิงอวี๋เยี่ยนได้แต่หัวเราะแล้วตีปากตัวเอง บอกว่าต่อไปจะไม่พูดอะไรซี้ซั้วแล้ว “ถึงแม้ว่าจะลำบาก เหนื่อยสุดๆ แต่พอเห็นผลงานออกมาแล้วก็จะรู้สึกว่ามันช่างคุ้มค่า นี้แหละคือเหตุผลที่ว่าทำไมนักแสดงถึงยอมแสดงหนังที่ใส่เอฟเฟ็กต์เยอะๆ เพราะว่าตอนที่เห็นผลงานออกมา คุณจะรู้สึกว่าคุ้มค่าไง ส่วนคนดูจะชอบหรือไม่นั้น ก็เรื่องของคนดู ในชีวิตได้เคยถ่ายทำหนังแบบนี้สักครั้งก็ถือว่าคุ้มค่ามากแล้ว แถมยังเคยเล่นเป็นลิงอีก คุ้มแล้วครับ”

 

ใช้เวลาหลายปีถึงจะปล่อยวางได้
ผ่านไปหลายปี เผิงอวี๋เยี่ยนเอาแต่ทำงาน อาจเป็นเพราะเขาเคยผ่านช่วงเวลาที่สุดแสนจะลำบาก พอเขาได้โอกาสก็เลยไม่ลังเลที่จะคว้ามัน ผลงานที่เขาตั้งใจสร้างสรรค์ออกมาอย่างเหน็ดเหนื่อย พวกเราก็ได้รับชมกันแล้ว ตอนนี้เผิงอวี๋เยี่ยนเป็นนักแสดงยอดฮิตของไต้หวัน จีน และฮ่องกง ทั้งยังเป็นนักแสดงที่ขยันที่สุดอีกด้วย ชื่อเสียงที่มีอยู่ตอนนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่อย่างใด หากเป็นผลจากความพยายามของเขาที่ต่อสู้มาหลายปีอย่างไม่ท้อถอย ระหว่างทางที่เดินมา เขาต่อสู้มาตลอดจนไม่กล้าปล่อยวางหรือพักผ่อนเลย “หลายๆ ครั้งที่ผมปล่อยตัวเองแล้วรู้สึกว่าการทำแบบนั้นไม่ถูกต้อง”

ปีที่แล้วจู่ๆ หนุ่มสู้ชีวิตคนนี้ก็เปลี่ยนความคิดเฉย “ตลอดปีที่แล้ว เวลาของผมส่วนใหญ่ทุ่มให้กับการถ่ายทำ เป็นเวลานานเท่าไรผมก็จำไม่ได้ แต่ผมรู้สึกว่าเริ่มถ่ายหนังจนชำนาญแล้ว สามารถแบ่งเวลาไปอยู่กับที่บ้านได้ พอคิดแล้วผมก็ทำเลย ถ้าสมมติเอาแต่คิด ไม่ลงมือทำ รอจนผมเลิกเป็นนักแสดงแล้วตอนนั้นก็คงสายไป จริงๆ เวลาที่เอาไปถ่ายหนังก็น่าเสียดาย เวลาเป็นสิ่งที่มีค่ามากจริงๆ”
    
เวลาที่เขาออกไปทำงานต่างประเทศ เผิงอวี๋เยี่ยนมักจะออกจากโรงแรมไปเดินเล่น ดูบรรยากาศ และทำในสิ่งที่เขาชอบที่สุดคือมองดูผู้คน เมื่อก่อนเขาชอบเดิน ตอนหลังก็เปลี่ยนเป็นขี่รถ บางครั้งเขาจะเอาจักรยานติดตัวไปต่างประเทศด้วย “เพราะว่าช่วงเวลาที่ต่างกัน ผมเลยจะตื่นเช้ามากๆ ข้อดีของการขี่จักรยานคือสามารถสำรวจเมืองได้เร็วยิ่งขึ้น พอเจอคนรู้จักหรือแฟนคลับ ทักทายกันแป๊บเดียวก็จากกันแล้ว อีกฝ่ายจะรบกวนเราได้น้อยกว่าการเดิน เพราะว่ากำลังขี่จักรยานอยู่ใช่ไหมล่ะ” ถ้าสมมติโดนดักถ่ายรูปจริงๆ ละ “ถ้ามีคนอยากถ่ายรูปด้วย ก็ถ่ายรูปกับเขา ยังไงผมก็เคยถ่ายรูปในชุดขี่จักรยานอยู่แล้ว ฮ่าๆๆ”
    
หลายเดือนก่อน เผิงอวี๋เยี่ยนไปถ่ายโฆษณาที่ปารีส ระหว่างที่เขากับทีมงานขี่รถชมเมืองอยู่ พวกเขาก็เจอกับงาน Music Day งานนั้นเป็นงานร้องเล่นเต้นระบำ แสดงการแสดงต่างๆ เขาขี่รถชมงานไปครึ่งชั่วโมงก็ยังดูไม่เสร็จ พอเขาไปนิวยอร์ก ก็แวะไปดูการแสดง Sleep No More ซึ่งการแสดงนี้มีที่มาจากบทประพันธ์ชื่อดังเรื่องแมคเบธของเชกสเปียร์ แต่เป็นการนำบทประพันธ์มาประยุกต์ผสมผสานให้เป็นการแสดงรูปแบบใหม่ เผิงอวี๋เยี่ยนวิ่งตามนักแสดงไปตลอด แล้วก็คอยสังเกตการแสดงของพวกเขาอย่างละเอียด “การแสดงเหล่านี้เป็นการแสดงมืออาชีพ แล้วก็พิเศษมากด้วย พวกเขาสามารถแสดงบทของตัวเองได้อย่างเต็มที่โดยที่ไม่ได้รับอิทธิพลจากภายนอกเลย แถมยังมีปฏิสัมพันธ์กับคนดูด้วย น่าสนใจมากจริงๆ ผมคอยดูพวกเขาแสดงอย่างละเอียด เพราะว่าผมอาจจะเจอเทคนิคที่เอาไปใช้เวลาถ่ายหนังได้ และสามารถเอาเทคนิคที่ได้ไปพูดคุยกับผู้กำกับได้”

“ตอนนี้มีเวลาก็อยากจะพักผ่อนสักหน่อย ให้ตัวเองได้เปิดหูเปิดตาบ้าง ชีวิตก็ต้องมีจุดสมดุล ไม่งั้นชีวิตจะสุดโต่งเกินไป” เขาไม่เพียงแค่คิดเกี่ยวกับเรื่องวันเวลาและมีชีวิตที่ปล่อยวางมากขึ้นเท่านั้น แม้แต่เรื่องรูปร่างก็ปล่อยวางมากขึ้นด้วย ตอนนี้เผิงอวี๋เยี่ยนเอ็นจอยกับการกินสเต็กแซลมอนและข้าวมันไก่ไหหลำแล้ว แต่ว่าเวลากินก็ยังกินได้แค่ครึ่งเดียว “ตอนนี้ผมค่อนข้างชิลล์ ไม่ต้องคอยถอดเสื้อแสดงหนังแล้ว แค่เล่นปกติก็พอ ในที่สุดก็มาถึงวันนี้ วันที่ผมหลุดจากบทบาทของหนังรัก ตอนนี้ผมกลับไปใส่เสื้อผ้าได้แล้วละ ฮ่าๆๆ”

วิธีเอาตัวรอดของนักแสดงในยุคโซเชียลมีเดีย
ตอนนี้ชาวเน็ตสักครึ่งหนึ่งไม่ได้เป็นชาวเน็ตที่ดีสักเท่าไร บางครั้งถ้าใจไม่แข็งจริงแล้วเจอคอมเมนต์แรงๆ บนเน็ตก็เสียศูนย์ไปได้เหมือนกัน คุณมีช่วงเวลาที่ทนกระแสชาวเน็ตไม่ได้บ้างไหม “ผมก็อ่านบ้างแหละ แต่ว่าอ่านแล้วก็ปล่อยผ่านไป ไม่ได้เอามาใส่ใจ ใครๆ ก็วิจารณ์กันได้ แต่ที่สำคัญที่สุดคือคุณได้ทำหน้าที่ของคุณให้ดีที่สุดแล้วหรือยัง ทำหน้าที่ของนักแสดงได้สมบูรณ์หรือยัง และนักแสดงคนอื่นที่ร่วมแสดงด้วยทำอย่างเต็มที่หรือเปล่า ถ้าผมทำหน้าที่ของผมแล้ว ก็ไม่สนใจอย่างอื่นแล้ว ถ้ามีหนังเรื่องอื่นอีก ก็จะแสดงให้ดียิ่งขึ้น อย่าเอาคำวิจารณ์ของคนอื่นมาใส่ใจให้มาก การมีชีวิตอยู่ภายใต้คำวิจารณ์มันเหนื่อยมากครับ” 

เผิงอวี๋เยี่ยนบอกว่าตอนเขาทำงานก็ตั้งใจทำมาก พอเลิกงานแล้วก็ไม่สนใจอะไรอีก ก็ไปเที่ยว พักผ่อน เตรียมตัวสำหรับงานชิ้นต่อไป สุดท้ายแล้วเป้าหมายของเขาก็คือการมีความสุข “สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนถ่ายหนัง คือการเลือกหนังที่คุณชอบ เพราะว่าถ้าเป็นเรื่องที่คุณชอบ ต่อให้ระหว่างการถ่ายทำจะลำบากขนาดไหน คุณก็จะมีความสุข จะอดทนรอไม่ไหวว่าถ่ายทำออกมาแล้วจะเป็นอย่างไร แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว”

พวกเราสงสัยว่าเผิงอวี๋เยี่ยนมีความฝันอยากเป็นผู้กำกับหนังบ้างไหม “ผมไม่ได้อยากเป็นผู้กำกับ แต่ชอบอยู่ในบรรยากาศของกองถ่าย เรียนรู้เทคนิคการถ่ายทำจากผู้กำกับที่ผมชื่นชอบ อย่างหลินเชาเสียน หลินอวี้เสียน และหงจินเป่า ดูว่าพวกเขากำกับหนังแอคชั่นยังไง มีอะไรมากมายที่เรียนรู้จากพวกเขาได้” หลังจากเรียนรู้แล้วก็จะสามารถแสดงได้อย่างสบายใจ แสดงได้อย่างเต็มที่มากขึ้น 
“ตอนนี้นักแสดงเป็นสิ่งที่ทำให้ผมมีความสุขที่สุดแล้ว ขอแค่ทำหน้าที่นักแสดงให้ดีก็พอแล้วครับ” ทั้งมั่นใจและชิลล์ขนาดนี้ เพราะเผิงอวี๋เยี่ยนรู้ว่าตัวเองอยากทำอะไร มีอะไรที่จะต้องทำอีกบ้าง ตอนนี้เขายังมีหนังอีกหลายเรื่องรอให้เขาไปแสดงอยู่ ในใจของเผิงอวี๋เยี่ยนชัดเจนอยู่แล้วว่าเขาจะแสดงต่อไปเรื่อยๆ ถึงอย่างไรก็ตามนักแสดงก็เป็นงานประเภทหนึ่ง ต่อให้ขยันทำงานนี้ยังไง สุดท้ายก็ต้องกลับมาใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดาอยู่ดี

“สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนถ่ายหนัง คือการเลือกหนังที่คุณชอบ เพราะว่าถ้าเป็นเรื่องที่คุณชอบ ต่อให้ระหว่างการถ่ายทำจะลำบากขนาดไหน คุณก็จะมีความสุข จะอดทนรอไม่ไหวว่าถ่ายทำออกมาแล้วจะเป็นอย่างไร แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว”

ติดตามSanook! Men

อัพเดตเทรนด์แฟชั่น สุขภาพ ไลฟ์สไตล์ของผู้ชายได้ที่นี่

เรื่องล่าสุดของหมวด Work

ดูหมวด Work ทั้งหมด