สำรวจจุดกำเนิดแปลกๆ ของแฟชั่นที่ไม่ได้มีที่มาจากความสวยและความดีงาม

สำรวจจุดกำเนิดแปลกๆ ของแฟชั่นที่ไม่ได้มีที่มาจากความสวยและความดีงาม

สำรวจจุดกำเนิดแปลกๆ ของแฟชั่นที่ไม่ได้มีที่มาจากความสวยและความดีงาม เกี่ยวกับ แฟชั่น

gqthailand

สนับสนุนเนื้อหา

เรื่อง: Pop Kampol

เมื่อทศวรรษ 1960s เดินทางมาถึง การเกิดแฟชั่นชั้นสูงที่เรียกว่า โอตกูตูร์ (Haute Couture) ซึ่งถูกสร้างขึ้นให้เป็นความงามรูปแบบสูงสุดในสไตล์ภาพเจ้าชายและเจ้าหญิงก็เดินทางมาถึงจุดจบ เรื่องราวของผู้คนบนท้องถนนและปัญหาสังคมในเวลานั้นต่างหากกลับกลายเป็นแรงบันดาลใจรูปแบบใหม่ที่ขับเคลื่อนแฟชั่นให้หมุนไปก่อเกิดเหล่านักออกแบบที่สำคัญๆ มากมายนับไม่ถ้วนในโลกแฟชั่น และวันนี้ผมจะพาคุณผู้อ่านเดินทางสำรวจเรื่องราวของเทรนด์แฟชั่นอันน่าสนใจ เทรนด์แฟชั่นที่ตีความสิ่ง ‘สวยงาม’ ในแบบที่คุณก็คาดไม่ถึง

ขอทานและคนจรจัด
การเดินทางมาเปิดการแสดงแบบเสื้อ ณ กรุงปารีสของ 3 นักออกแบบญี่ปุ่นนามเร คาวาคูโบ (Rei Kawakubo) ในแบรนด์กอมม์ เดส์ การ์ซงส์ (Comme des Garçons), โยจิ ยามาโมโต (Yohji Yamamoto) และอิซเซ มิยาเกะ (Issey Miyake) ในช่วงทศวรรษ 1980s คือการเดินทางมาถึงของนิยามแฟชั่นรูปแบบใหม่ที่ผลิตผลงานภายใต้แนวคิดสไตล์โพสต์โมเดิร์นนิสต์อย่างแท้จริง มันคือการเปิดรับความเชื่อใหม่ๆ ทั้งด้านการออกแบบ วัสดุที่ใช้ ตลอดจนขั้นตอนการตัดเย็บและการผลิตที่ฉีกรูปแบบและกฎเกณฑ์ความเป็นไปของเสื้อผ้าในแบบมาตรฐานยุคเก่าก่อน ตัวอย่างนี้เห็นได้ชัดเจนผ่านงานออกแบบของมิยาเกะที่มุ่งนำเสนอไอเดียการสวมใส่เสื้อผ้ารูปแบบใหม่ทั้งการอัดพลีตและงานแพตเทิร์นตัดเย็บรูปทรงแปลกตาล้ำสมัย

งานออกแบบเสื้อผ้าที่ใช้แนวคิดสไตล์โพสต์โมเดิร์นนิสต์นี้จัดเป็นงานออกแบบที่ตั้งคำถามกับความเชื่อและมาตรฐานแบบเก่าก่อนโดยแท้ เช่นการกลับเอาชุดชั้นในที่ควรถูกปกปิดไว้ให้เผยออกกลายเป็นเสื้อผ้าสำหรับสวมใส่ภายนอก ความเชื่อว่าเสื้อผ้าหน้าตาเก่าผุพังนั้นสวยงามกว่าเสื้อผ้าที่เพิ่งตัดเย็บเสร็จใหม่ หรือแม้แต่การสร้างเสื้อผ้าที่ปฏิเสธชนชั้นทางสังคมของผู้สวมใส่ หรือเรียกง่ายๆ ว่าใส่แล้วก็ไม่มีวันดูออกว่าคุณเป็นคนรวยหรือคนจน

ฮาโรลด์ โคดะ (Harold Koda) นักประวัติศาสตร์แฟชั่นแห่ง Metropolitan Museum of Art เรียกความเชื่อในงานออกแบบเสื้อผ้ารูปแบบนี้ว่า ‘สุนทรียศาสตร์แห่งความจน’ มันคือชื่อเรียกรูปแบบแฟชั่นที่มีลักษณะเฉพาะซึ่งรับความนิยมผ่านงานออกแบบของผู้นำอย่างคาวาคูโบและยามาโมโต ที่สร้างเสื้อผ้าสไตล์ยาจก ขาดรุ่ย ผลิตด้วยเนื้อผ้าหยาบกระด้าง อีกทั้งยังตัดเย็บปราศจากความพอดีตามความเชื่อในแบบตะวันตก และมันก็กลายเป็นจุดกำเนิดของแฟชั่นอีกชื่อที่เรารู้จักกันดีว่า Anti-fashion นั่นเอง ซึ่งเจ้าแอนตี้-แฟชั่นนี้ตั้งอยู่ตรงข้ามกับโลกแฟชั่นชั้นสูงยุคเก่า ผ่านผลงานเสื้อผ้าที่ถูกออกแบบให้ดูหม่นหมอง เปื่อยยุ่ย และผุพัง คล้ายคนจรจัดหรือพวกคนชายขอบ

เสื้อผ้าเหล่านี้คืองานออกแบบที่ยืนยันให้เรารู้ว่าผู้สวมใส่นั้นต้องการเพียงแค่สร้างความพึงใจให้กับตนเอง มันคือปฏิกิริยาแบบ ‘ก็กูอยากจะใส่ ใครไม่ชอบก็เรื่องของพวกมึง’ นี่จึงเป็นจุดกำเนิดของเสื้อผ้าที่ปรนเปรออีโก้ของผู้สวมใส่อย่างเต็มเปี่ยม จนกาลเวลาล่วงเข้าสู่ทศวรรษ 1990s นักออกแบบรุ่นลูกคนต่อมานามมาร์แตง มาร์เจียลา (Martin Margiela) จึงเกิดขึ้นและสืบต่อลัทธิแอนตี้-แฟชั่นจนกลายเป็นผู้นำลัทธิคนต่อมา

พวกขี้ยากับนักร้องเพลงร็อก
ใครหลายคนคงสงสัยไอ้คำว่า เฮโรอีนชิค (Heroin Chic) มันมีที่มาจากส่วนไหน แล้วเหตุใดถึงได้เก๋ไก๋จนมีคำว่า ‘ชิค’ มาต่อท้าย เฮโรอีนชิคคือชื่อเรียกเทรนด์แฟชั่นยุคทศวรรษ 1990s ภายใต้ภาพลักษณ์ของเหล่านางแบบและนายแบบผิวขาวซีด ถุงใต้ตาดำ อีกทั้งยังผอมกะหร่องก่องดูเป็นพวกติดยาแนวแอนโดรจีนี นี่คือยุคที่สารเสพติดอย่างเฮโรอีนถูกปรับปรุงสูตรใหม่ให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง ภาพลักษณ์ของเฮโรอีนจึงถูกพัฒนาขึ้นและกลายเป็นที่นิยมในหมู่คนรวยและพวกมีฐานะชนชั้นกลางมากกว่าพวกขี้ยาจรจัดข้างถนน นี่เองจึงเป็นที่มาของการสมาสคำที่รวบรวมความเก๋ของคนรวยแต่ติดยาจนเกิดชื่อ ‘เฮโรอีนชิค’ ในที่สุด

ช่างภาพดังที่มีส่วนผลักดันภาพลักษณ์ใหม่ของเฮโรอีนชิคในทศวรรษ 1990s อย่างโครินน์ เดย์ (Corinne Day) เคยให้สัมภาษณ์ปฏิเสธความหมายของภาพลักษณ์เหล่านี้ว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ เลยกับเรื่องราวของพวกเด็กขี้ยาฐานะดี เธอกล่าวว่าภาพลักษณ์ต่างๆ เหล่านี้เป็นเพียงการนำเสนอภาพลักษณ์ความงามรูปแบบใหม่ที่ยืนอยู่ตรงข้ามกับความเชื่อเรื่องความงามที่ต้องสมบูรณ์แบบเท่านั้น ซึ่งถูกนำเสนอด้วยภาพนางแบบดังอย่างซินดี้ ครอว์ฟอร์ด (Cindy Crawford) หรือคลอเดีย ชิฟเฟอร์ (Claudia Schiffer) ที่ผิวขาวไร้ที่ติ นมโต และผมบลอนด์ เป็นต้น

ภาพลักษณ์ของเหล่าเฮโรอีนชิคนี้เองที่เป็นจุดกำเนิดของนักออกแบบหน้าใหม่อย่างมาร์ค จาคอบส์ (Marc Jacobs) กับคอลเล็กชั่นกรันจ์ที่ Perry Ellis ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเทรนด์แฟชั่นเด็กเหลือขอ พร้อมๆ กับการมาถึงของภาพยนตร์และดนตรีที่พรั่งพรูออกมาในช่วงเวลาเดียวกันทั้งภาพยนตร์เรื่อง Trainspotting หรือวงดนตรี Nirvana กับภาพลักษณ์ของเคิร์ท โคเบน (Kurt Cobain) และภรรยาสาวสวยนามคอร์ตนีย์ เลิฟ (Courtney Love) เป็นต้น แล้วรูปแบบความเละเทะของเฮโรอีนชิคก็ช่วยเพาะบ่มให้เกิดนักออกแบบที่สำคัญที่สุดของโลกศตวรรษที่ 20 นามอเล็กซานเดอร์ แมคควีน (Alexander McQueen) นักออกแบบที่หมกมุ่นกับการสร้างเสื้อผ้าที่ค้นหาความงามจากความป่าเถื่อนทั้งเรื่องความตาย เซ็กซ์ และยาเสพติด จนได้ฉายาว่า ‘ไอ้ตัวร้ายแห่งโลกแฟชั่น’ (Bad Boy of Fashion) ในที่สุด

แก๊งสเตอร์และแก๊งสตา
เกิดขึ้นเคียงคู่กับภาพลักษณ์แบบเฮโรอีนชิคย่อมเป็นภาพของเหล่าแก๊งสเตอร์ (Gangster) ที่รับอิทธิพลจากภาพยนตร์หลายเรื่องในยุคนั้นที่นำเสนอภาพลักษณ์การแต่งตัวของมาเฟียในชุดสูทหรูหราตามแบบภาพลักษณ์ของมาเฟียอิตาเลียนคนดังในทศวรรษ 1930s และ 1940s นามอัล คาโปน (Al Capone) เทรนด์แฟชั่นดังกล่าวขึ้นสู่จุดสูงสุดเมื่อภาพยนตร์เรื่อง กาสิโน (Casino) จากมาร์ติน สกอร์เซซี (Martin Scorsese) ออกฉายในปี ค.ศ. 1995 สไตล์การแต่งตัวสีสันฉูดฉาดพร้อมเครื่องประดับหรูหราวิบวับทั้งนาฬิกาและแหวนจึงได้รับความนิยมอย่างสูงสุด นี่คือจุดกำเนิดของนักออกแบบอย่างโดลเช่ แอนด์ กาบบาน่า (Dolce & Gabbana) ซึ่งหยิบยืมแรงบันดาลใจจากเหล่ามาเฟียอิตาเลียนอันหรูหรา แล้วหยิบยื่นให้โลกแฟชั่นผ่านสูทลายเข็ม เชิ้ตผ้าไหม นาฬิกาทอง และแว่นตาดำ

ต่อมาเทรนด์แก๊งสเตอร์จึงเริ่มเปลี่ยนรูปขยับขยายสู่กลุ่มชนผิวดำแล้วกลายร่างเป็นแฟชั่นรูปแบบเฉพาะที่ใช้ชื่อว่า ‘แก๊งสตา’ (Gangsta) ซึ่งปั่นรวมวัฒนธรรมเพลงแร็พและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในหมู่เด็กหนุ่มผิวดำรุ่นใหม่ที่เป็นพวกค้ายาเสพติดและร่ำรวยมีเงินทองมากมายไว้ใช้จ่ายแต่งตัวตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1990s จนถึงต้นทศวรรษ 2000s ถึงแม้ความวิบวับหรือที่ศัพท์สแลงเรียกว่า ‘บลิง บลิง’ จะถือเป็นเอกลักษณ์ที่แก๊งสเตอร์และแก๊งสตามีร่วมกัน แต่รูปแบบการแต่งกายของเหล่าแก๊งสตานั้นกลับแปลกแยกแตกต่างจากรูปแบบชุดสูทอันสมบูรณ์แบบสไตล์แก๊งสเตอร์

รูปแบบการแต่งกายในแบบแก๊งสตาคือการแต่งตัวที่ผสมผสานเสื้อผ้าในแบบสปอร์ตแวร์ให้เป็นเนื้อเดียวกับความหรูหราของเสื้อผ้าที่ผลิตด้วยผ้าไหมพิมพ์ลายจัดๆ แบบบาโรก และเสื้อผ้าที่ปะโลโก้อันใหญ่ยักษ์ การเกิดของสไตล์การแต่งตัวในรูปแบบแก๊งสตานี้เองจึงมีส่วนผลักดันให้แบรนด์แฟชั่นดังอย่างเวอร์ซาเช่ (Versace), ทอมมี่ ฮิลฟิเกอร์ (Tommy Hilfiger), โปโล ราล์ฟ ลอเรน (Polo Ralph Lauren) และคาลวิน ไคลน์ (Calvin Klein) กลายเป็นมหาอำนาจแห่งโลกแฟชั่นในทศวรรษ 1990s ได้สำเร็จในที่สุด

เซ็กซ์วิตถาร
การพบกันระหว่างมัลคอล์ม แมคลาเรน (Malcolm McLaren) กับวิเวียน เวสต์วูด (Vivienne Westwood) ในทศวรรษ 1970s คือจุดเริ่มต้นของการเกิดแฟชั่นพังค์อย่างเป็นทางการ แมคลาเรนเปิดบูติกเสื้อผ้าของเขาเองในปี ค.ศ. 1971 ในชื่อ ‘Sex’, ‘Too Fast To Live Too Young To Die’ จนถึง ‘Seditionaries’ ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น ‘Worlds Ends’ ในเวลาต่อมา ทั้งนี้ก็เพื่อตอบสนองกลุ่มชนกลุ่มใหม่ในสังคมที่ผู้คนขนานนามว่าพวกกากเดน แมคลาเรนและเวสต์วูดกลายเป็นจุดศูนย์กลางแฟชั่นรูปแบบใหม่ที่นำเสนอความงามแบบดิบเถื่อน เซ็กซ์ซาดิสต์ และความรุนแรง ซึ่งสอดรับกับอัตราการว่างงานของกลุ่มเด็กรุ่นใหม่ของประเทศอังกฤษที่เวลานี้เดินทางมาแตะจุดสูงสุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง

การแต่งกายในรูปแบบพังค์ด้วยเสื้อผ้าแสนสกปรกขาดรุ่งริ่ง พร้อมเข็มกลัดโลหะและหมุดโลหะตอกลงไปบนเสื้อผ้าและร่างกาย ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงโลกแฟชั่นเข้ากับการประกาศจุดยืนทางการเมืองของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต่อต้านมาตรฐานและความเชื่อของสังคมในอดีต คล้ายๆ กับรูปแบบแฟชั่นที่เคยผูกติดกับเรื่องของการเมืองในช่วงศตวรรษที่ 18 ผ่านการปฏิวัติฝรั่งเศส

จนเมื่อกาลเวลาเดินทางมาถึงทศวรรษ 1980s งานออกแบบสไตล์พังค์ก็กลายเป็นบันไดแก้วแห่งความสำเร็จให้กลุ่มนักออกแบบรุ่นใหม่ที่หยิบยืมกลิ่นอายความเป็นขบถมาหยอดใส่ในงานออกแบบของตน ไม่ว่าจะเป็นนักออกแบบอย่างเธียร์รี มูแกลร์ (Thierry Mugler) โคล้ด มอนตานา (Claude Montana) หรือฌอง ปอล โกลติเยร์ (Jean Paul Gaultier) ก่อนที่สไตล์พังค์จะขึ้นสู่จุดสูงสุดของแฟชั่นในแบบที่คุณสามารถหาซื้อได้ทุกหัวมุมถนน แล้วความหมายดั้งเดิมของพวกเด็กเหลือขอและกลุ่มคนอารมณ์ร้ายที่เคยผูกติดกับแฟชั่นพังค์ก็สูญสลายหายไปจนหมดสิ้น

เด็กเหลือขอ เด็กรัสเซีย และเด็กยุโรปตะวันออก
แล้วเราก็เดินทางมาถึงโลกของยุคปัจจุบัน โลกยุคใหม่ที่เริ่มต้นพร้อมการล่มสลายของตลาดหุ้นในปี ค.ศ. 2008 หลังจากนั้นวิกฤติเศรษฐกิจและอัตราการว่างงานก็กลายเป็นปัญหาที่แผ่ขยายไปทุกหย่อมหญ้า ภาพความฝันของดาราฮอลลีวูดแบบที่เคยปรากฏในจอทีวีจึงดูเป็นเรื่องชวนฝันที่ไม่มีวันเป็นได้จริงอีกต่อไป ด้วยเหตุนี้เองเราจึงได้เห็นนักออกแบบรุ่นใหม่ล่าสุดอย่างเด็มนา กวาซาเลีย (Demna Gvasalia) และโกชา รับชินสกี (Gosha Rubchinskiy) ที่นำเสนอแฟชั่นด้านใหม่ที่ยืนอยู่ตรงข้ามกับเรื่องราวสวยหรูของโลกแฟชั่นชั้นสูงจากกรุงปารีสและโลกฮอลลีวูด

เสื้อผ้าที่ทั้งสองหยิบยื่นให้พวกเราวันนี้จึงเป็นภาพกลุ่มหนุ่มสาวรุ่นใหม่จากฝั่งยุโรปตะวันออกและฝั่งรัสเซีย มันคือพัฒนาการล่าสุดซึ่งมีอุดมคติแบบเดียวกับพวกพังค์ที่ยืนอยู่ตรงข้ามกับความเชื่ออันดีงามของสังคม เสื้อผ้าที่เราเห็นจึงเป็นเสื้อผ้าที่มีพัฒนาการมาจากโลกของสปอร์ตแวร์ที่ปราศจากความพอดี ทั้งใหญ่เทอะทะ ใช้เนื้อผ้าราคาถูก แต่ขายราคาแพง หรือแม้แต่เป็นการตัดเย็บอย่างหยาบๆ ชนิดตั้งใจ ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกใช้เป็นวิธีในการแสดงออกเพื่อตั้งคำถามให้เราสงสัยว่า เสื้อผ้าที่เราใส่สวยในวันนี้แท้จริงแล้วเป็นงานศิลปะ หรือสุดท้ายมันก็เป็นได้แค่งานฝีมือแบบสินค้าหัตถกรรมเท่านั้นเอง

ติดตามSanook! Men

อัพเดตเทรนด์แฟชั่น สุขภาพ ไลฟ์สไตล์ของผู้ชายได้ที่นี่

เรื่องล่าสุดของหมวด Men Instyle

ดูหมวด Men Instyle ทั้งหมด