HOW TO BE ณเดชน์ คูกิมิยะ

HOW TO BE ณเดชน์ คูกิมิยะ

HOW TO BE ณเดชน์ คูกิมิยะ
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

นี่คือพระเอกหนุ่มที่สร้างความสับสนได้มากที่สุดคนหนึ่งของประเทศไทย ว่ากันตั้งแต่นามสกุลภาษาญี่ปุ่น ทั้งที่ไม่มีเชื้อญี่ปุ่นแม้แต่น้อย ส่วนชื่อต้นก่อนจะเป็นณเดชน์ เขาเคยเกิดมาในนามของชลทิศ ยอดประทุม แต่ตอนนี้เขายังมีชื่อว่าแบรี่อีกด้วย และแบรี่คนนี้ถือว่าตัวเองเป็นชาวขอนแก่น ในขณะที่พ่อแท้ๆ ของเขาเป็นชาวออสเตรีย ส่วนหญิงสาวที่เขารักและเทิดทูนในฐานะแม่ แท้ที่จริงเป็นพี่สาวของแม่แท้ๆ ของเขาอีกที ข้อมูลส่วนตัวใดๆ ที่จะทำให้มึนตึ้บได้ เขามีครบหมด ตกลงว่าไอ้ซุปตาร์หนุ่มหน้าตี๋ (แต่ไม่มีเชื้อจีน) คนนี้เป็นใครกัน เราตั้งคำถามนี้ในใจ ขณะมองดูเขาใช้กล้ามแขนงามๆ และนิ้วมือเรียวๆ จกส้มตำปูปลาร้าเข้าปากด้วยความชำนาญ

ทุกครั้งที่มีจังหวะพักกอง เปลี่ยนชุด เติมหน้า เติมตัว ดูรูปที่หน้าจอ ไม่ว่าจะกี่นาทีก็ตาม พระเอกหนุ่มจะวนกลับมาหามะละกอกลิ่นแรงจานนี้เสมอ แล้วก็กลับไปหน้ากล้องทำหล่อ... ส้มตำ ทำหล่อ ส้มตำ ทำหล่อ สลับกันไปอย่างนี้ จนเสร็จภารกิจ เขาหันมายิ้มกว้าง อวดรอยสักที่เป็นแค่รอยเพ้นต์ “ผมไม่เคยเพ้นต์ตัวมาก่อนเลย ไม่ได้ถ่ายอะไรแบบนี้มาสักพักแล้วด้วย ชอบมากเลยครับ” จากนั้นพระเอกหนุ่มก็ตระเวนขอบคุณทุกคน

คุณสวมบทบาทเป็นพระเอกมาก็หลายเรื่อง ถ้าต้องเกิด ‘เป็น’ คนคนนั้นจริงๆ คุณจะเลือกเป็นตัวละครตัวไหน
โห... แต่ละตัวไม่ดีทั้งนั้นเลย (หัวเราะ)

ไม่เวิร์กเลยสักตัว?
เอาละ ถ้าให้ต้องเลือกจริงๆ ตัวละครที่ผมอยากเป็นมากที่สุด ผมคงเลือก ‘อาทิจ’ ในละครเรื่องธรณีนี่นี้ใครครอง คือเกิดเป็นผู้ชายสามัญชนคนธรรมดา แต่มีความใฝ่ฝันที่อยากจะช่วยครอบครัว มันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการทำไร่ ทำสวน ทำนา เป็นเรื่องราวของชีวิตเกษตรกร ซึ่งดำเนินตามรอยพระราชดำริของในหลวง ตกหลุมรักกับหลานคุณย่า อะไรงี้ ผมว่าถ้าเกิดใหม่ได้แล้วเรามีชีวิตเรียบง่ายแบบนั้นก็คงมีความสุขดีนะครับ

คราวนี้ขอถามใหม่ ถ้าให้เกิดเป็นตัวละครตัวไหนก็ได้ ไม่ใช่เฉพาะแค่ที่เคยเล่น
ก็ต้องอยากเป็นพวกซูเปอร์ฮีโร่สิฮะ ผมอยากเป็น Iron Man อยากเป็นโทนี่ สตาร์ก เขาเป็นไอดอลของใครหลายคน คือเป็นพระเอกที่ไม่ได้ถึงกับเป็นเพลย์บอย แค่เป็นคนที่สนุกสนาน เฮฮา มีมุกตลก แต่เบื้องหลังมีประวัติที่ค่อนข้างน่าเศร้า
แต่เอาจริงๆ นะ ถามว่าถ้ามีโอกาสกลับไปเกิดใหม่ได้จริงๆ ผมคงไม่เลือกเกิดเป็นใครทั้งนั้น เพราะสุดท้ายผมว่าการที่เราอยากเป็นคนอื่นนอกจากตัวเราเองมันเป็นการหนีปัญหา เราเกิดและมีชีวิตอยู่ในทุกวันนี้ มันก็เหมือนเราผ่านสนามรบผ่านชีวิตจริงไปเรื่อยๆ มันทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น ถ้าเลือกเกิดใหม่ เราไม่รู้เลยว่าเกิดมาจะอ่อนแอกว่าเดิมหรือเปล่า ผมแฮปปี้กับตัวเองทุกวันนี้ครับ คำว่าชีวิต ผมว่ามันไม่ง่ายอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นมันเป็นเรื่องธรรมดาที่เราต้องเจอทั้งอุปสรรคและปัญหา แต่ก็มีความสุขเต็มที่ได้อยู่ ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว

คุณเคยบอกว่าถ้าให้ไปอยู่ดาวอังคารปีหนึ่งคุณจะไป ถามจริงว่าจะไปจริงเหรอ
จริงครับ (หนักแน่น) ปีเดียวเอง ไปปีหนึ่งก็กลับ


ไม่เสียดายเหรอ กลับมาอาจไม่มีละครเล่นแล้วนะ
ไม่เสียดายครับ ผมว่าต่อให้ไปถึงแล้วมันน่าเบื่อกว่าที่คิด แต่ถ้าเราเลือกแล้วว่าเราจะไป เฮ้ย ดาวอังคารเลยนะ! ถ้าสมมุติว่ามันมีอะไรดีๆ เกิดขึ้นที่นู่นล่ะ ชาตินี้คงไม่ใช่ทุกคนที่มีโอกาส หรือถ้ามันดันน่าเบื่อ ใครจะรู้ มันก็เป็นอีกทางหนึ่งของการหาความสงบนะ เหมือนผมไปนั่งสมาธิ ไปอยู่กับตัวเอง 1 ปีเต็มๆ ผมคงได้ลองคิดว่าจริงๆ แล้วชีวิตเราต้องการอะไรมากมายขนาดนั้นหรือเปล่า

พูดแบบนี้ได้เพราะผ่านการบวชมาแล้วหรือเปล่า
ก็เป็นไปได้นะ เมื่อก่อนผมเป็นคนไม่ชอบทำอะไรซ้ำๆ ไม่ชอบอยู่กับที่ ตอนนี้ก็ยังไม่ชอบ อาจจะเพราะสมาธิสั้นหรือเปล่าไม่แน่ใจ พอบวชแล้วเราสามารถนิ่งได้มากขึ้น ผมว่าดีนะ

อยู่ไม่นิ่ง คือเลิกงานแล้วยังทำอะไรบ้าง
ชอบทำกิจกรรมทุกอย่างเลยครับ ทุกวันนี้หลังจากที่ทำงานเสร็จ ผมจะไปออกกำลังกาย ไปยิม ไปปีนหน้าผา ไปว่ายน้ำ เสร็จแล้วก็ไปหาอะไรกิน แล้วร้านอาหารเนี่ย ส่วนมากไม่เคยซ้ำเลย ทุกครั้งที่ไปกิน แต่ส่วนมากแค่ในกรุงเทพฯ นะครับ ไม่กระตือรือร้นขนาดออกไปกินต่างจังหวัด

ถ้าวันนั้นคุณเอ-ศุภชัยไม่ไปพบเข้า แล้วชวนมาเข้าวงการ คุณว่าคุณจะทำอะไรอยู่
(คิด) อืม... นั่นสินะ บางทีผมก็อยากรู้ว่าผมจะทำอะไรอยู่เหมือนกัน (หัวเราะ) ผมจำได้ตอนนั้นผมอยู่ ม.5 ปิดเทอม ม.5 กำลังจะขึ้น ม.6 ตอนนั้นมันเป็นวัยที่ผมเรียกว่าวัยกำกวมครับ คือเราไม่แน่สักอย่างว่าจะทำอะไร จะเลือกคณะไหนดี แล้วจะเรียนอะไรดี คิดไม่ออก แต่ผมก็ไม่ตามเพื่อนนะ ผมไปหาหนทางของเราเอง แต่ก็สรุปไม่ได้อยู่ดี ที่สอบไปก็เลือกเอาพวกสถาปัตย์ แต่สุดท้ายเมื่อโอกาสมันมา แล้วเราคว้ามันไว้ ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเท่าที่เคยได้สัมผัส คือถ้าไม่ได้มาทำตรงนี้ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำอะไรอยู่

เคยมีเหตุการณ์ไหนในชีวิตที่ผ่านไปแล้วทำให้รู้สึกเหมือนเกิดใหม่ไหม
ก็มีอยู่นะ... สำหรับปัญหาชีวิต อืม เรื่องราวค่อนข้างเยอะน่ะครับ แต่ผมว่าเราเลือกที่จะยอมรับความเป็นจริงของชีวิตครับ คือเราไม่ได้บอกว่าโลกนี้เป็นของเราคนเดียว เราอยู่ร่วมกับคนในสังคม เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความคิดต่าง ความเห็นต่าง และการกระทำที่ต่างกัน ผมว่าถ้าเราเข้าใจตรงนี้ การอยู่ในสังคมในชีวิตประจำวันมันจะไม่ใช่เรื่องที่ยากเลย แล้วเราจะเปิดโลกทัศน์ของเราให้กว้างขึ้นด้วย คือมองให้เห็นในมิติอย่างนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างมันต้องมีเหตุและปัจจัย พอคิดได้มันก็ผ่านไปได้ ผมก็ผ่านมาในระดับหนึ่ง ทำให้เรารู้กุญแจของมัน

เกิดเป็นณเดชน์ ถามจริง ชีวิตไม่ง่ายเหรอ
ไม่ง่ายมาแต่เด็กเลยนะ (หัวเราะ) สิ่งที่อยากย้ำคือโอกาสครับ ถ้าเรามองเห็นโอกาส ทุกอย่างมันเป็นเรื่อง 50:50 อยู่แล้ว เราอาจจะทำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ถ้าเราให้โอกาสตัวเองเสมอ มันต้องมีเรื่องที่ดีบ้างแน่นอน

เอาอย่างนี้ดีกว่า เรื่องยากในชีวิตณเดชน์ตอนนี้คืออะไรคะ
ตอนนี้ไม่มีครับ
โห อยากพูดประโยคนี้ได้บ้างจัง
(หัวเราะ) ผมว่าจะมองให้ยากก็ยาก จะมองให้ง่ายก็ง่ายนะครับ อาจจะเพราะผมผ่านช่วงยากมาแล้ว (คิด) ความยากของการเป็นณเดชน์คือทำยังไงให้ตัวเราเป็นตัวอย่างที่ดีแก่สังคม แก่เยาวชน ในขณะเดียวกันก็ยังคงเป็นตัวของตัวเองด้วย

ตอนอายุ 17 เป็นเด็กต่างจังหวัด คุณเข้ากรุงมาเล่นละคร แล้วก็ได้เข้าชิงแทบทุกเรื่อง ได้รางวัลก็หลายเรื่อง คุณเล่นละครเป็นตั้งแต่ตอนไหน
ผมทำกิจกรรมโรงเรียนเยอะครับ เป็นเด็กชอบแสดงออก เป็นเชียร์ลีดเดอร์ (หัวเราะ) ผมเป็นคนชอบสังสรรค์กับเพื่อน มีงานก็เล่นตลก เป็นแกนนำเด็กรุ่นน้องอะไรแบบนั้นอยู่แล้ว แต่ไม่ถึงกับหัวโจกนะ มีคนโจกกว่าผมอีก แล้วพอมาเรื่องของการแสดง ผมก็ได้เข้า Acting Class ด้วย ก็ทำให้มั่นใจขึ้น ช่วงแรกๆ ก็ยากครับ ผมคอยถามผู้กำกับตลอด

เรื่องไหนหรือบทบาทไหนที่อาจไม่ถูกใจคนอื่น แต่เราได้บทเรียนจากมันมากที่สุด
ก็ต้องคู่กรรมครับ ผมไม่เคยเล่นหนังมาก่อน นั่นเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของผม เลยทำการบ้านกันค่อนข้างหนักเหมือนกัน เล่นเป็นคนญี่ปุ่น ต้องพูดญี่ปุ่น พูดไทยไม่ชัดอีก และการแสดงผมค่อนข้างจะติดอารมณ์ละครครับ หนังกับละครมันคนละอารมณ์กันนะ หนังอาจจะไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่คาดหวัง แต่ผมถือว่าเป็นงานที่รู้สึกประทับใจและภูมิใจครับ

คุณบอกว่าอยากเกิดใหม่เป็นโทนี่ สตาร์ก แต่ถ้าเป็นการแสดงล่ะ อยากแสดงเป็นโทนี่ สตาร์ก ด้วยไหม
ถ้าเป็นการแสดงนะครับ ผมเคยฝันว่าผมอยากเป็นจิม แคร์รีย์ ครับ ผมอยากตลกให้ได้แบบนั้น แต่พอมาเล่นละครเรื่องเล่ห์ลับสลับร่าง ที่มันมีอารมณ์คอมเมดี้ปนอยู่ ผมเลยได้รู้ว่าการที่จะไปสู่จุดนั้นมันยากมากเลยนะ การเล่นตลกไม่ง่ายเลย จังหวะการเล่นยังไงให้ตลกนี่แหละยาก เพราะฉะนั้นตอนนี้ ผมว่าผมอยากลองเล่นดราม่าจัดๆ บ้างดีกว่า

ก็เคยแล้วนี่
ใช่ เคยแล้ว จริงๆ ก็อยากเล่นแอคชั่นเหมือนกันนะ บู๊ระห่ำเต็มสูตรไปเลย

สรุปคืออยากเล่นทุกอย่าง
(หัวเราะ) ใช่ แต่อยากเป็นโทนี่ สตาร์ก ที่สุด

“ถ้ามีโอกาสกลับไปเกิดใหม่ได้จริงๆ ผมคงไม่เลือกเกิดเป็นใครทั้งนั้น เพราะสุดท้ายผมว่าการที่เราอยากเป็นคนอื่นนอกจากตัวเราเอง มันเป็นการหนีปัญหา”
“ความยากของการเป็นณเดชน์คือ ทำยังไงให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่สังคม ในขณะเดียวกันก็ยังคงเป็นตัวของตัวเองด้วย”

“ชีวิตผมน่ะไม่ง่ายมาตั้งแต่เด็กแล้ว แต่ผมว่าเราเลือกได้ที่จะยอมรับความเป็นจริงของชีวิต... โลกนี้ไม่ได้เป็นของเราคนเดียว ทุกสิ่งทุกอย่างมันต้องมีเหตุและปัจจัย พอคิดได้มันก็ผ่านไปได้ ผมก็ผ่านมาในระดับหนึ่ง ทำให้เรารู้กุญแจของมัน”

Cover Story / July16
เรื่อง : ปั้นสิบ ภาพ : ธาดา วารีช

อัลบั้มภาพ 7 ภาพ

อัลบั้มภาพ 7 ภาพ ของ HOW TO BE ณเดชน์ คูกิมิยะ

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook