บริหารทัวร์สไตล์ ′เอ๊าะ-กีรติ′ "ผมเหมือนพ่อครัวทำอาหารให้ลูกค้าทุกวัน"

www.prachachat.net

สนับสนุนเนื้อหา

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

หลายคนคงคุ้นชินกับ "กีรติ เทพธัญญ์" หรือ "เอ๊าะ" ในบทบาทนักแสดงและพิธีกรแถวหน้าของเมืองไทย ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นทั้งรอยยิ้มและเสียงหัวเราะปรากฏบนใบหน้าอยู่เสมอ

แต่อีกหนึ่งบทบาทที่น้อยคนนักจะได้สัมผัสคือการเป็นผู้บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ลุกซ์ ทราเวล แอนด์ เอเจนซี่ จำกัด ภายใต้การจับมือร่วมกันของ 2 เพื่อนซี้อย่าง "เสนาลิง" สมเกียรติ จันทร์พราหมณ์ โดยวางรูปแบบของการเหมากรุ๊ป และกรุ๊ปส่วนตัวโดยเฉพาะ เพื่อให้ผู้เดินทางสามารถเลือกรายละเอียดการเดินทางที่ชอบ ในช่วงเวลาที่เหมาะสมด้วยตนเอง

กีรติ เทพธัญญ์

"กีรติ" ในวันนี้จึงไม่เพียงแตกต่างจากสิ่งที่เราเห็นจนชินตา เพราะ "กีรติ" ในวันนี้กลับสวมบทบาทผู้นำในองค์กร และหัวหน้ากรุ๊ปทัวร์ที่ใช้ความเอาใจใส่และความจริงใจเป็นตัวตั้งในการส่งมอบให้กับลูกค้า จนทำให้วันนี้ "ลุกซ์ ทราเวล" กลายเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง ว่าเป็นบริษัททัวร์ที่สามารถสร้างความผูกพันระหว่างลูกค้าให้กลับมาซื้อซ้ำได้มากถึง 90%

ด้วยความสำเร็จของ "ลุกซ์ ทราเวล" ในวันนี้จึงทำให้ "ประชาชาติธุรกิจ" สนใจและถือโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ "กีรติ" ถึงการบริหารจัดการทีมในบริษัททัวร์ที่ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีความท้าทายมากที่สุด

"กีรติ" เริ่มต้นเล่าให้ฟังถึงวันแรกที่จับธุรกิจนี้ ยอมรับเลยว่าเป็นธุรกิจที่มีความท้าทายทุกวัน เพราะเป็นธุรกิจที่ต้องแบกรับทั้งความต้องการของลูกค้าและปัญหาอยู่เสมอ ดังนั้นการเซตทีมที่แข็งแกร่งจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ทัวร์ของเราเดินหน้าต่อไปได้

"มีหลายคนถามผมว่าเป็นนักแสดง/พิธีกร รายได้ดีกว่าไหม ผมตอบทันทีเลยว่าใช่ แต่เหตุผลหลักที่ผมอยากทำธุรกิจนี้คือผมอยากมีเพื่อน อยากมีคนรักเพิ่ม และอยากมีโอกาสส่งต่อความสุข ความสนุก และความประทับใจ เพราะผมรู้สึกว่าการทำบริษัททัวร์มีเสน่ห์ตรงที่สามารถสร้างความฝัน และเก็บเป็นบันทึกเรื่องราวดี ๆ ระหว่างการท่องเที่ยวได้ ขณะที่ผมเองก็เก็บบันทึกเรื่องราวดีๆ ในสมุดของลุกซ์ทราเวลด้วยเช่นกัน"

"เมื่อมีแรงบันดาลใจเช่นนี้ จึงเริ่มก่อร่างสร้างบริษัทขึ้นโดยมีเสนาลิง-สมเกียรติ จันทร์พราหมณ์ เป็นผู้ถือหุ้น ส่วนผมจะทำหน้าที่บริหารงานทั้งหมด ต้องบอกก่อนว่า ผมไม่มีความรู้ทางด้านการบริหารธุรกิจท่องเที่ยวมาก่อนเลย เพราะผมจบนิเทศศาสตร์ แต่ด้วยความชอบส่วนตัวจึงมีโอกาสลองทำงานด้านทัวร์อยู่แห่งหนึ่ง พอผ่านไปสักระยะผมรู้สึกว่าไม่ใช่ จึงหันมาจับต้นชนปลายจับธุรกิจทัวร์ในแบบของผมเอง"

ถือเป็นธุรกิจใหม่ของผมที่เริ่มจากศูนย์จริงๆ ในปีแรกที่ทำ เราเริ่มทำทัวร์แบบพรีเมี่ยม ซึ่งแน่นอนว่าเราจำกัดกลุ่มลูกค้า ถามว่าไปได้สวยไหม คำตอบคือไม่สวยซะทีเดียว เราไม่สามารถมองเห็นปัญหา ไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ผมจึงเริ่มปรับเป็นทัวร์แบบกรุ๊ปส่วนตัว โดยมีผมเป็นคนลงไปนำทัวร์เอง

"การปรับเปลี่ยนในปีที่ 2 ผมเริ่มเข้าใจความเป็นธุรกิจทัวร์มากขึ้น การลองผิดลองถูก และยอมรับกับสิ่งที่ผิดพลาดคือครูที่ดีที่สุด ซึ่งลูกค้าเป็นคนสอนผมให้ได้เรียนรู้และปรับตัว เราต้องรู้ว่าทันทีที่ก้าวเข้ามาสวมบทบาทเป็นลุกซ์ทราเวล ทุกคนคือทีม ไม่มีดารา เราต้องนอนดึก-ตื่นสาย พร้อมรับใช้ลูกค้าเสมอกัน ตั้งแต่ตักข้าว เสิร์ฟน้ำ ประสานงาน ตลอดจนดูแลความเรียบร้อย ทั้งมอบกระเป๋าและส่งลูกค้าเข้านอน"

"ผมมักเปรียบธุรกิจทัวร์เป็นเสมือนพ่อครัวที่ต้องทำอาหารให้กับลูกค้าในทุกๆ วัน อาหารทุกจานที่เสิร์ฟจะต้องพิถีพิถัน และใส่ใจตั้งแต่วัตถุดิบ ไล่ไปจนถึงกรรมวิธีการปรุงอาหาร ซึ่งทุกๆ จานคือความท้าทายที่เราต้องเจอทุกวัน เพราะผมมองลูกค้าทุกคนเป็นครอบครัว หากเราพาคุณพ่อคุณแม่ไปเที่ยวเราจะเอาอะไรมาให้ท่านชิม หาที่นอนที่ไหนให้ท่านนอน หาที่สวยๆ ที่ไหนพาท่านไป เหล่านี้เราต้องใส่ใจและเต็มที่ในทุกรายละเอียดดั่งเชฟทำอาหาร"

นอกจากความแตกต่างที่ใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ แล้ว "กีรติ" บอกว่า เรายังแตกต่างในเรื่องของโมเดลธุรกิจทัวร์ ที่เรียกได้ว่าฉีกกรอบการทำธุรกิจทัวร์ทั่วๆ ไปอย่างสิ้นเชิง

"โดยทั่วไปมักวางรูปแบบการบริหารที่ควรกำไรสูง และต้นทุนน้อย ซึ่งสวนทางกับผม เพราะเรายึดมั่นการนำต้นทุนเป็นตัวตั้ง หากกำไรน้อยผมรับได้ เพราะผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมได้มากกว่ากำไรนั่นคือผมมีเพื่อนเพิ่มขึ้น ได้เห็นรอยยิ้มและความสุขจากลูกค้า ได้เห็นรูปที่เขาโพสต์ในจุดที่เราพาเขาไป นั่นคือความสุขของผม"

"ถึงวันนี้ 5 ปีแล้วกับการบริหารธุรกิจทัวร์ และการบริหารลูกทีม รวม 13 คน ซึ่งทุกคนที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเราต้องบอกว่า มันหลอมกันเป็นดีเอ็นเอเดียวกันจริงๆ เพราะทุกคนจะมีแคแร็กเตอร์ที่คล้ายคลึงกัน ทั้งความสนุกสนาน กล้าแสดงออก มีความรับผิดชอบ และจริงใจต่อลูกค้า ทั้งหมดคือพื้นฐานของการทำงานบริการทุกรูปแบบ แต่สิ่งหนึ่งที่แตกต่างนั่นคือการเป็นตัวของตัวเอง"

"ดังนั้นการรีครูตของเราจึงไม่เหมือนที่อื่น ซึ่งการจะเข้ามาเป็นพนักงานของเราจะต้องผ่านเกณฑ์การสอบทั้งสองส่วนคือ 1.ความรู้พื้นฐานในงานทัวร์ 2.วิธีการแก้สมการ ซึ่งทั้งสองส่วนจะช่วยให้เราเลือกคนที่มีทั้งความรู้และทัศนคติที่ล้อไปกับองค์กรพร้อมๆ กัน เพราะผมเชื่อว่าหากมีเพียงความรู้ แต่ทัศนคติไม่ตรงกับองค์กร ก็จะไม่เกิดการพัฒนาที่ตรงกัน เราคงไม่อยากเอาคนออกเพื่อรับคนใหม่อยู่ตลอดเวลา หากจะรับเข้าทำงานแล้ว ก็อยากให้อยู่กับองค์กรให้นานที่สุด"

เมื่อรับคนเข้าทำงานแล้ว สิ่งสำคัญต่อจากนี้ "กีรติ" บอกว่า การรักษาคนให้อยู่กับเราได้นานๆ เป็นเรื่องสำคัญที่สุด

"อย่างลุกซ์ทราเวลเองให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้ด้วยการสร้างบันไดแห่งความสำเร็จในสายอาชีพให้กับเขา แม้เราจะเป็นบริษัทเล็กๆ แต่เรามีการเซตเป้าหมายที่ชัดเจน ยิ่งเมื่อมีพนักงานจำนวนน้อยๆ ยิ่งง่ายต่อการดูแล พัฒนา และรักษาเขาไว้ เพราะผมเชื่อว่าทักษะทุกด้านที่ได้จากเรา แตกต่างจากที่อื่นที่สามารถปฏิบัติได้จริง และเป็นที่ยอมรับของลูกค้าไม่แพ้บริษัทใหญ่ๆ ทีเดียว"

"นอกจากนี้ผมยังวางอนาคตขององค์กรที่จะต้องเดินต่อไปได้โดยที่ไม่มีผม เพราะท้ายที่สุดแบรนด์จะต้องแข็งแรงด้วยตัวมันเองไม่ใช่ด้วยคน วันนี้ผมเป็นแค่คนขับเคลื่อนให้องค์กรเดินไปข้างหน้า ซึ่งหากถึงจุดหนึ่ง ผมอยากให้ทุกคนในทีมสามารถขับเคลื่อนองค์กรได้ด้วยเช่นเดียวกัน โดยที่ลูกค้าให้การยอมรับกับลุกซ์ทราเวลมาก กว่าคนที่ชื่อกีรติ"

"ผมวางภาพนี้ไว้ 10 ปีนับจากนี้ โดยที่ผมจะทำหน้าที่เป็นเพียงเจ้าของร้านอาหารไม่ใช่พ่อครัวแล้ว แต่ยังคงดูแลและใส่ใจในทุกรายละเอียดของทุกทริปเช่นเดิม ภายใต้การตอบโจทย์ของปณิธานที่ว่า ให้ทุกการเที่ยว...เป็นมากกว่าเที่ยว"

"ผมเชื่อเช่นนั้นจริงๆ"

ติดตามSanook! Men

อัพเดตเทรนด์แฟชั่น สุขภาพ ไลฟ์สไตล์ของผู้ชายได้ที่นี่

เรื่องล่าสุดของหมวด Work

ดูหมวด Work ทั้งหมด