เวียร์ ศุกลวัฒน์ 10 คำถาม-คำตอบ ที่เผยให้เห็น 10 ปีแรกในวงการ และ10 ปีหนที่ 3 ของชีวิต

นิตยสาร 247

สนับสนุนเนื้อหา

เวียร์ - ศุกลวัฒน์ คณารศ 10 คำถาม-คำตอบ ที่เผยให้เห็น 10 ปีแรกในวงการ และ10 ปีหนที่ 3 ของชีวิต

1. คุณยังคงทำงาน 7 วัน เหมือนเมื่อก่อนตอนที่ยังเป็นวัยรุ่นไฟแรงอยู่ไหม
ศุกลวัฒน์: ไม่ถึงขนาดนั้นแล้วครับ จริงๆ วัยรุ่นไฟแรงอาจไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ผมต้องทำงาน 7 วันในช่วงแรกๆ ที่เข้าวงการ เพียงแต่ว่าตอนนั้นที่ต้องทำงานเยอะเพราะกำลังสั่งสมประสบการณ์ อยากเรียนรู้การทำงานให้มากที่สุด เหมือนกับว่าเราเป็นเด็กใหม่ เลยต้องให้เวลากับการทำงานในช่วงแรกๆ จะได้นิ่งได้เร็ว ทั้งเรื่องของการทำงาน เรื่องของการอยู่ในวงการบันเทิง ก็เป็นเวลาประมาณ 4 – 5 ปีเลยนะ ที่ผมทำงานแบบไม่มีวันหยุดเลย แต่ตอนนี้สัปดาห์หนึ่งก็จะทำงาน 4 – 5 วัน เพราะทุกอย่างลงตัวแล้ว

2. รู้สึกยังไงเมื่อมีคนบอกว่าคุณคือพระเอกเบอร์หนึ่ง ของช่อง 7 ในเวลานี้ กดดันไหม เพราะเหมือนเราต้องแบกรับภาระเรตติ้งของช่องไว้
ศุกลวัฒน์: ไม่กดดันเลย เพราะผมไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นเบอร์หนึ่ง แม้กระทั่งถึงตอนนี้ซึ่งทำงานในวงการมาก็นานแล้ว แต่รู้สึกว่าตัวเองยังไม่เก่งเลย ยังมีเรื่องที่ต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ ถามว่ากดดันไหม คนอาจจะคาดหวังว่าเราเล่นละครแล้วต้องดี ต้องเรตติ้งกระฉูด ซึ่งผมเฉยๆ นะ แต่ผมก็ทำเต็มที่แหละ แค่เรารู้ตัวว่าทำเต็มที่ก็พอแล้ว ส่วนผลของการทำงานจะออกมายังไง คนดูจะชอบหรือเปล่า มันควบคุมยาก

3. ส่วนหนึ่งที่ทำให้คุณได้ใจคนไทยส่วนใหญ่ เป็นเพราะคุณเป็นคนต่างจังหวัดด้วยหรือเปล่า ไม่มีท่าทีอะไรมาก คุณคิดอย่างนั้นไหม
ศุกลวัฒน์: ผมว่ามีส่วนนะ ด้วยความที่นิสัยของคนภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือคนอีสานเนี่ยจะน่ารัก พวกเขาเป็นคนกลุ่มใหญ่ในประเทศไทยนะ ทุกจังหวัดทั่วประเทศไทยจะมีคนอีสานอยู่ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ มีเยอะมาก แล้วด้วยความที่สังคมบันเทิงทำให้ผมได้พบเจอผู้คนหลากหลาย ตั้งแต่จนมาก ไปจนถึงรวยมาก ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่ผมพบเจอจะเป็นคนอีสานหมดเลยนะ อย่าง พี่ๆ รปภ. พี่ที่ขับแท็กซี่ หรือแม้แต่พ่อค้าแม่ขาย เราก็จะเจอกลุ่มคนพวกนี้มาเยอะ แล้วเราก็สามารถพูดคุยได้ การเป็นเด็กต่างจังหวัดอาจดีตรงที่ทำให้เราเข้าใจความรู้สึกของคนในหลายๆ รูปแบบ

4. มีหลายๆ คนมอบคำว่า 'เท่' ให้คุณ ส่วนตัวคุณมองคำๆ นี้ ยังไง
ศุกลวัฒน์: ผมว่าเป็นที่ไลฟ์สไตล์ ความที่ผมเป็นผู้ช๊ายผู้ชาย ซึ่งผู้ชายตอนนี้หายากนะ (หัวเราะ) อาจจะเป็นเพราะว่าผมใช้ชีวิตแบบสบายๆ คือผู้ชายมันมีไม่กี่อย่างนะ ชอบรถยนต์ ขี่บิ๊กไบค์ ออกกำลังกาย เล่นฟิตเนส สะสมนาฬิกา เล่นปืนอะไรพวกนี้ ผมก็เอาเกือบหมด แล้วนิสัยของผมก็ห้าวๆ หน่อย กวนตีนบ้าง บางทีก็พูดจาไม่เพราะ ก็ดูเป็นมนุษย์จริงๆ ไม่ต้องมาเก๊กแบบ "สวัสดีครับ" (ทำเสียงหล่อ) แต่อาจจะมีแบบ "เฮ้ย! มาสิ ถ่ายรูปกัน"

เวลาใครเจอเขาก็อาจจะมองว่าเออ..พี่คนนี้มันดูจริงดีเนอะ ดูเขาไม่ค่อยปรุงแต่ง เท่าไหร่ ดูจับต้องได้ เท่ดี ก็อาจจะเป็นแบบนั้นมากกว่า ในทางเดียวกัน ถ้าผมเจอใครที่รู้สึกว่าเท่ ก็จะเป็นคนในแบบที่ผมบอก มีหลายๆ คนที่เราเห็นการใช้ชีวิตแล้วรู้สึกคนนี้เท่จัง แต่อาจจะไม่ได้เท่เพราะว่าสไตล์แต่งตัว หรือขับรถซูเปอร์คาร์แล้วเท่ อาจจะเป็นการใช้ชีวิต และลักษณะนิสัยของเขามากกว่า

5. คุณเป็นหนึ่งในนักแสดงที่มีผลงานมาอย่างต่อเนื่องยาวนานตลอด 10 ปีเศษที่ผ่านมา คุณคิดว่าอะไรเป็นเหตุผลให้ เวียร์ ศุกลวัฒน์ ยืนระยะในวงการมาได้จนถึงตอนนี้ โดยที่ไม่เคยลาขาดจากหน้าจอไปเลย
ศุกลวัฒน์: มีเหตุผลหลายอย่างนะ อาจเป็นความโชคดีของผมด้วย แล้วก็อาจเป็นเพราะความรู้สึกรักในอาชีพของผมด้วย พออยู่ไปนานๆ ก็อยากจะทำให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ต้องรับผิดชอบ แล้วทำออกมาให้ดีที่สุด ถ้าพูดตรงๆ ผมก็คือลูกจ้าง ก็ต้องทำงานให้ดีที่สุด เพื่อที่เวลาเจ้านายเขาประเมินผล ผมจะได้เลื่อนขั้นไปเรื่อยๆ เหมือนการทำงานแบบปกติทั่วไป อาชีพนักแสดงไม่ได้ถึงขั้นต้องเป็นศิลปินอะไรขนาดนั้น คล้ายๆ กันกับทุกอาชีพที่ทำนั่นแหละ เพียงแต่ว่ามันอาจจะมีความพิเศษแตกต่างกันของนักแสดงแต่ละคน

อย่างคาแรกเตอร์ซึ่งเป็นบุคลิกลักษณะเฉพาะของแต่ละคน อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนชื่นชอบนักแสดงคนนี้ เขาอาจจะมีเสน่ห์ที่โดนใจคนจำนวนมาก หรือว่าเขาเล่นดีขึ้นเรื่อยๆ มีความรับผิดชอบ กองถ่ายฯ ก็จะอยากได้คนนี้เล่นตลอด เพราะรู้สึกว่าทำงานด้วยแล้วได้งาน สบายใจ หรือมองในแง่ธุรกิจก็ได้ คือ ถ้าคุณดูแลตัวเองดี คุณมีการพัฒนาตัวเองดี คุณเป็นเด็กที่น่ารัก ถึงคุณอาจจะไม่ได้เป็นคนที่เก่งที่สุด แต่คุณเป็นคนมีความรับผิดชอบ คุณก็มีงานเรื่อยๆ ถ้าทำตัวเองให้ดีใครเขาก็อยากจะให้งานเราทำอยู่แล้ว มันก็เหมือนน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า บางครั้งนักแสดงบางทีอาจจะไม่ได้จบแค่การแสดงอย่างเดียว คุณอาจต้องร้องเพลงได้ อาจต้องทำอย่างอื่นได้ด้วย พูดง่ายๆ ก็คือเขาบอกให้คุณทำอะไรคุณก็ต้องทำได้หมดนั่นแหละ

6. 10 ปีเศษแล้ว ที่คุณโลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิง ที่ผ่านมา ยังมีอะไรที่ไม่พอใจอยู่ไหม แล้วอีก 10 ปี ถัดไปข้างหน้านี้ อยากเห็นตัวเองเป็นยังไง
ศุกลวัฒน์: ก็ไม่มีอะไรไม่พอใจนะ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นแล้วล้วนดี (ยิ้ม) อะไรที่เกิดขึ้นแล้วดีหมดแหละ ไม่ต้องกลับไปแก้อะไร เพราะว่ามันได้เกิดขึ้นแล้ว แต่สิ่งที่รู้สึกว่ายังไม่ดีพอเหรอ (นิ่งคิด) ผมว่ามันก็ดีพอแล้ว ผมคิดว่า 10 ปีที่ผ่านมา ผมก็สนุกกับทุกอย่างนะ ไม่ต้องกลับไปแก้ไขอะไร แล้วก็ไม่รู้สึกว่ายังดีไม่พอ มันก็มีดีบ้างไม่ดีบ้างแหละ แต่มันก็ชีวิตของเรา ส่วนอีก10 ปีข้างหน้าก็ยังไม่รู้เลยว่าจะเป็นยังไง แต่ก็คงทำไปแบบนี้แหละ คงอยู่แบบนี้ ขอให้ได้เป็นพระเอกจนถึงอายุ 45 ก็แล้วกัน (หัวเราะ)

7. พูดถึงเรื่องอายุ คุณกลัวอายุเลข 3 มั้ย เพราะมันเริ่มเป็นสัญญาณที่ทำให้เราอยู่กับสถานะพระเอกได้น้อยลงไปทุกทีๆ
ศุกลวัฒน์ - ไม่ครับ ผมว่าอายุ 30 เนี่ย เพิ่งเป็นสเต็ปเริ่มต้นนะ จริงๆ พระเอกควรจะอายุ 30 ปีขึ้นไป ด้วยซ้ำ ไม่ควรจะ 21 – 22 ปี แต่คนดู ชอบคนหน้าตาดีใสๆ ไง เด็กใหม่ แบ๊วๆ สดๆ อะไรแบบนี้ แต่ถ้าเอาชีวิตจริงๆ เลยเนี่ย คนที่จะเริ่มมีชีวิตที่ผ่านอะไรมา มันควรจะเป็นคนวัย 30 ปี อายุ 30 ปี เนี่ยควรจะเริ่มเป็นพระเอกเรื่องแรก นี่คือความรู้สึกผมนะ ถ้าทำละครเด็ก ก็อีกเรื่องนึง แต่ถ้าเป็นละครที่ต้องเป็นเจ้าของธุรกิจ ผ่านร้อนผ่านหนาวมา มีล้มลุกคลุกคลาน แต่เอาเด็กอายุ 20 ปี มาเล่น พูดตรงๆ เลยนะ เพิ่งจบมหาวิทยาลัย เป็นเจ้าของธุรกิจตอนไหนเนี่ย (หัวเราะ) ลองดูฮอลลีวู้ดสิ ฝรั่งอายุ 20 กว่าปี เนี่ยเขายังเล่นเป็นตัวอะไรอยู่เลย กว่าจะเป็นระดับพระเอกได้ 30 – 40 ปี ด้วยซ้ำไป ผมเลยรู้สึกไม่ซีเรียสกับการที่ว่าแก่แล้วจะเป็นพระเอกได้น้อยลง มันอยู่ที่ตัวเราเองมากกว่า

8. นักแสดงหลายคนมักบอกว่าพอได้มาทำงานในวงการแล้ว เหมือนทำให้เวลาในการใช้ชีวิตส่วนตัวลดน้อยถอยลงไป แต่กับคุณดูจะไม่มีปัญหาเรื่องนี้ เพราะเรายังเห็นคุณทำกิจกรรมทุกอย่างเต็มที่ โดยไม่ให้เวลาในวงการบันเทิงมาเบียดบังโอกาสในการออกเดินทางไปหาประสบการณ์เลย
ศุกลวัฒน์: มันก็ควรจะเป็นแบบนั้นนะ ส่วนหนึ่งอาจเพราะผมเป็นแบบนี้ไง ผมไม่สามารถทำงานอย่างเดียวได้ อาจจะไม่ต้องมีคำเท่ๆ ว่าผมต้องออกไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ เพื่อที่จะเอามาเป็นแรงบันดาลใจในการทำงาน ผมไม่เท่ขนาดนั้น ‘แค่อยากเที่ยว’ อยากมีเวลาของตัวเองบ้าง อยากจะใช้ชีวิตบ้างแค่นั้นเอง ไม่ต้องใช้คำสวยหรูอะไรมากมายหรอก

9. ตลอดระยะเวลาตั้งแต่คุณอยู่ในสปอตไลท์มา เคยหลงระเริงกับชื่อเสียงเงินทองที่เข้ามาหาไหม ถ้าเคย แล้วหลุดจากช่วงชีวิตตรงนั้นมาได้อย่างไร
ศุกลวัฒน์: เฮ้ย! ผมรวยนะ ตอนนั้นรวยมาก อันนี้โม้ (หัวเราะ) คือจากที่เราเป็นเด็กน้อย ได้เงินเดือนนิดหน่อยจากคุณพ่อคุณแม่ แต่พอทำงานได้เอง ซึ่งอย่างที่รู้กันว่าทำงานในวงการบันเทิง มันเห็นเงินก้อนโต เงินไม่รู้มาจากไหนเยอะแยะ จำได้ว่างานแรกที่ถ่ายแบบ ได้เงินมา 4,000 บาท โคตรดีใจเลย แต่แม้ว่าทุกวันนี้จะมาถึงจุดนี้แล้ว ผมก็ไม่เหลิงนะ ด้วยความที่ผมยังมีเพื่อนเก่าและครอบครัวคอยฉุดไว้ไม่ให้ลืมรากเหง้าของตัวเอง เลยไม่หลุด

ผมว่าพวกเขาสำคัญมากเลยนะ บรรดาเพื่อนเก่า เพื่อนที่เห็นเราตั้งแต่เรายังเป็นเวียร์ธรรมดาๆ รวมถึงครอบครัว ซึ่งพวกเขาไม่ได้มองเราว่าเราเป็นซูเปอร์สตาร์หรือเป็นดารา มีชื่อเสียงเงินทอง ที่พูดได้แบบนี้เพราะเวลาเราอยู่กับคนกลุ่มนี้จะรู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้เยินยอเรา พวกเขาก็เห็นเราเป็นคนปกติ กินข้าวก็แชร์เงินกัน เลยทำให้รู้สึกว่าโชคดีจังที่มีเพื่อนพวกนี้และมีครอบครัวอยู่ สามารถดึงเรากลับมาได้ ถ้าผมหลุดเข้ามาในวงการบันเทิงแบบตัดขาดรากเดิมๆ ที่ผมเคยมี แล้วมาเจอสังคมที่กินอยู่กันแบบไฮโซ หรือเจอคำเยินยอก็บ้ายอตามไป แบบนั้นหลุดแน่นอน

10. กว่าจะมาเป็นเวียร์ในวันนี้ สูญเสียอะไรไปหรือต้องแลกกับอะไรมาบ้าง
ศุกลวัฒน์: ก็มีบ้างนะ แต่ไม่เยอะ อาจเป็นแค่ในช่วงแรกตามที่ผู้คนชอบพูดว่า ถ้าเป็นดาราจะไม่มีความเป็นส่วนตัว ด้วยความที่อาชีพนี้ ทำให้เราอยู่ในที่สว่าง มีไฟส่องตลอดเวลา ก็อาจจะต้องเสียความเป็นส่วนตัวบ้าง แต่ผมไม่ได้รู้สึกมีปัญหา ในเมื่อเป็นอาชีพของผม ผมก็ต้องเข้าใจมัน

ติดตามSanook! Men

อัพเดตเทรนด์แฟชั่น สุขภาพ ไลฟ์สไตล์ของผู้ชายได้ที่นี่

เรื่องล่าสุดของหมวด Work

ดูหมวด Work ทั้งหมด