เสด็จสู่ฟากฟ้าสุราลัย พระมหากรุณาธิคุณจารึกในใจไทยชั่วกาล

ลึกแต่ไม่ลับ ซูกัส บัณฑวิช กับชีวิตศิลปินฝึกหัด 3 ปี ที่ประเทศเกาหลี

ลึกแต่ไม่ลับ ซูกัส บัณฑวิช กับชีวิตศิลปินฝึกหัด 3 ปี ที่ประเทศเกาหลี

ลึกแต่ไม่ลับ ซูกัส บัณฑวิช กับชีวิตศิลปินฝึกหัด 3 ปี ที่ประเทศเกาหลี เกี่ยวกับ ซูกัส บัณฑวิช

ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ละครเรื่อง แจ๋วใจร้ายกับคุณชายเทวดา ได้แจ้งเกิดนักแสดงหน้าใหม่ ซูกัส บัณฑวิช หรือ ผู้รับ บท เสือ ชายหนุ่มที่อยู่เขียงข้างนางเอกสาว อั้ม พัชราภา จากความโด่งดังในครั้งนั้น ทำให้หลายคนคาดการณ์ว่าซูกัสจะกลายเป็นดาวดวงใหม่ แต่จู่ๆ ก็ดูเหมือนว่า หนุ่มซูกัสจะหายไปจากวงการ

ช่องว่างที่หายไป 3 ปี หนุ่มคนนี้ไม่ได้หายไปไหน แต่เขาได้รับโอกาสสุดพิเศษ คือการเป็นศิลปินฝึกหัดที่ประเทศเกาหลี ชีวิตเด็กฝึกหัดจะเป็นยังไง และทำไมเขาถึงไม่ได้เดบิวต์ ? วันนี้ Sanook! Men ขอพาทุกคนมาสัมผัสประสบการณ์ตรงเหล่านี้กัน

เมื่อโอกาสมา พร้อมวิ่งเข้าชน
หลังจากละครที่รับแสดงปิดกล้องลง ซูกัส เล่าว่า ตอนนั้นอยากพัฒนาความรู้ในสายงานการแสดง จึงไปลงเรียนที่สถาบันสอนเต้นและการแสดง ที่ซอยทองหล่อ สถาบันแห่งนี้มีเจ้าของเป็นคนเกาหลีทำงานอยู่สถานีโทรทัศน์ sbs ตอนนั้นได้อัดคลิปวัดความสามารถ จากนั้นเรื่องไม่ขาดฝันเกิดขึ้น เมื่อเจ้าของสถาบันโทรมาบอกว่า เพื่อนเขาที่อยู่เกาหลี ได้ชมคลิปเราและสนใจ ให้เราร่วมโปรเจคบอยแบนด์วงใหม่ เป็นวงที่รวมเด็กๆ จากหลายๆ ประเทศ

ตอนนั้นผมตอบไปว่า “ผมไม่มีความสามารถการร้อง การเต้น ภาษาเกาหลีเป็นศูนย์เลย” แต่ทางบริษัทก็บอกไม่เป็นไร มาคุยกันก่อน จากนั้นก็บินมาคุยรายละเอียด จนตอบตกลง ก็ต้องบินไปทดลองอยู่ 2 เดือน เพื่อดูว่าจะได้เซ็นต์สัญญาเป็นศิลปินฝึกหัดหรือไม่

จุดเปลี่ยนสู่ศิลปินฝึกหัดค่ายดัง
หลักจากเตรียมพร้อมการเป็นศิลปินได้เดือนกว่าๆ ตอนนั้นบริษัทมีบัตรคอนเสิร์ตวงบอยแบรด์ ที่โด่งดังอันดับต้นๆ ของเกาหลี หนุ่มซูกัสกับเพื่อนร่วมวงได้ไปร่วมชมการแสดงในครั้งนั้น แต่ด้วยความที่ภาษายังไม่แข็งแรง ทำให้หลงจะเข้าผิดทางไปเข้าประตูของศิลปิน หลังจากเกือบเข้าประตูผิด หนุ่มซูกัสกับเพื่อนก็เดินออกมา จากนั้นก็มีแมวมองจากค่ายดังวิ่งตามมา

ตอนนั้นทีมงานเขาถามผมว่า “สนใจมาเทรนเป็นศิลปินฝึกหัดค่ายไหม” ผมก็ตอบว่า สนใจครับ แต่ผมมาที่นี่เพราะผมมาเป็นศิลปินฝึกหัดของอีกค่าย ผมต้องไปคุยรายละเอียดกับที่ค่ายเดิมก่อนว่าจะเซ็นสัญญากับผมหรือเปล่า

หลังจากรอการเซ็นสัญญาจากค่ายเดิมอยู่นาน คราวนี้หนุ่มซูกัสเลยขอเข้าไปถามผู้จัดการบริษัท เพราะหากไม่ได้เซ็นสัญญาก็อยากจะลองย้ายไปหาประสบการณ์ที่ค่ายใหม่ “ตอนนั้นเราเข้าไปถามเขาเอง ตกลงแล้วพี่จะเอายังไงครับ จะให้ผมเซ็นสัญญาไหม หรือยังไงครับ” แต่ก็ยังไม่ได้คำตอบอยู่ดี จนกลับมาเมืองไทย มาทำเรื่องการเกณฑ์ทหาร ตอนนั้นผมจับได้ใบดำ ไม่ต้องเป็นทหาร จึงคิดว่าจะตอบตกลงเซ็นสัญญากับค่ายใหม่ เพราะคงไม่ได้เซ็นสัญญาต่อกับค่ายเดิมแล้ว

หลังจากคิดทบทวนอยู่นานในที่สุดก็ตัดสินใจรับคำชวนเข้าเป็นศิลปินฝึกหัดค่ายใหม่ สัญญาตอนนั้นลักษณะจะคล้ายๆ กัน แต่ครั้งนี้ไม่ได้ไปอยู่ 2 เดือน แต่ต้องอยู่เป็นปี ทางต้นสังกัดเขาก็บอกว่า การมาเป็นศิลปินฝึกหัดมันเหนื่อยนะ ตั้งใจจะไปจริงๆ ไหม เพราะมีคนไทยไปแล้วกลับมา เราก็ตอบว่าเราตั้งใจจะไปจริงๆ

ตอนนั้นที่เก่าก็โทรมาว่าจะเซ็นสัญญาแล้ว ซูกัสบอกว่าได้อธิบายเหตุผลไปว่าเราไม่ได้คำตอบจากคุณ ประกอบกับสัญญา 2 เดือนกำลังจะหมดลง จึงตัดสินใจเซ็นสัญญากับค่ายอื่นไปแล้ว

เส้นทางศิลปินฝึกหัดที่เกาหลี
สำหรับชีวิตใหม่ใต้ชายคาบริษัทชื่อดัง หนุ่มซูกัสเล่าว่า บริษัทที่ร่วมเซ็นสัญญาในครั้งนี้ เป็นค่ายลูกของค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ ระบบต่างๆ ทั้งหมด รวมทั้งการจัดการจะอยู่ภายใต้การดูแลของบริษัทแม่ทั้งหมด ครูผู้สอนเป็นทีมงานเดียวกัน ผู้จัดการคนเดียวกับศิลปินชื่อดัง

ด้านตารางเวลาสำหรับศิลปินฝึกหัดที่เกาหลี ต้องบอกว่าโหดมาก เริ่มตั้งแต่ตอนเช้าหลังจากกินข้าวเสร็จ ต้องเรียนร้องเพลงและภาษาเกาหลี จนถึงเที่ยงพักกินข้าว พอเข้าภาคบ่าย ก็เรียนเต้นอีกประมาณ 4-5 ชั่วโมง หลังจาก 6 โมงเย็น ต้องซ้อมเต้นเดี่ยวโดยใส่หูฟังเต้นบ้าง เปิดเพลงเต้นตามบ้าง อยู่ในห้องซ้อม จนเวลาประมาณ 4 ทุ่ม

จากนั้นต้องอัดวีดีโอของตัวเองว่าเราเต้นเป็นยังไงบ้างผิดตรงไหนเพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไข ด้วยความที่ซูกัสยังใหม่กับการร้องและเต้น ทำให้บ้างครั้งต้องซ้อมจนถึงตี 2 เพื่อให้การร้องและการเต้นออกมาดีที่สุด

หลังจากซ้อมร้องซ้อมเต้นร่วมกันกับเพื่อนร่วมวง ทุก 1 อาทิตย์คนที่ดูแลทีมจะมาเช็คคลิปที่ได้ซ้อมร่วมกัน มาดูว่าเต้นเป็นยังไง โดยดูรายละเอียดกันเป็นวินาทีเลย หากเต้นไม่พร้อม ท่าทางไม่เสมอกัน ก็ต้องถูกตำหนิ และนำกลับไปแก้ไข

สำหรับการติดต่อสื่อสาร หนุ่มซูกัสบอกว่า โทรศัพท์มือถือแทบจะใช้ไม่ได้เลย เนื่องจากบริษัทไม่ให้ซิมการ์ด จะใช้ได้แค่ไวไฟเฉพาะที่พักและที่บริษัทเท่านั้น แต่ที่บริษัทก็เหมือนใช้ไม่ได้อีก “ขนาดแอบเล่นโทรศัพท์ในห้องซ้อมส่วนตัว ทีมงานเขาดูกล้องวงจรปิดก็รู้ ห้ามเล่ม เพราะมันไม่ใช่เวลาเล่น เรามาซ้อมก็เหมือนมาทำงาน ศิลปิน กับเด็กฝึกศิลปิน ห้ามถ่ายรูปกัน ทีมงานก็ห้ามถ่ายรูปกับศิลปินด้วยเช่นกัน”

ในส่วนของเวลาก็สำคัญเช่นกัน ศิลปินฝึกหัดต้องไม่มาสาย ซูกัสบอกว่าตนเองเคยมาสาย 2 นาที โดนตำหนิ จนร้องไห้มาแล้ว โดยบริษัทให้เหตุผลว่าหากต้องขึ้นคอนเสิร์ต แล้วคุณช้า แฟนเพลงรอคุณ ธุรกิจเสียหาย คุณจะเอาเงินที่ไหนมารับผิดชอบ

ด้านเพื่อนร่วมวงในตอนแรกมีกัน 5 คน แต่ละคนจะถูกเลือกมาโดยเน้นความสามารถที่แตกแตกต่างกัน มีทั้งที่โดดเด่นด้านการร้อง คนที่เต้นเก่ง แต่งเพลงได้ ส่วนตัวซูกัสเอง ได้รับเลือกในฐานะหน้าตาดี

ทุ่มเท ฝึกฝน จน ปอดแตก
หลังจากฝึกซ้อมตามตารางอย่างเคร่งครัด ต้องเรียนอะโครบาติกเสริม รวมถึงลดน้ำหนักเพื่อให้ดูเด็กเข้ากับเพื่อนสมาชิกในวงคนอื่นๆ ซูกัสบอกว่าตอนนั้นตัวเองรู้สึกเหนื่อยง่าย เลยถามเพื่อนร่วมวงว่ามีใครมีอาการเหนื่อยหอบเหมือนตนเองบ้าง ซึ่งสมาชิกคนอื่นๆ ก็ไม่มีอาการดังกล่าวเลย จนในที่สุดไปปรึกษาผู้ดูแลวง ตอนนั้นผู้ดูแลก็พาไปหาหมอ

ทุกคนทำหน้าตาช็อกกันหมด เนื่องจากเขาป่วย เป็นโรคปอดแตก ต้องรักษาโดยการผ่าตัด “ตอนนั้นมันกดดันมาก มันไม่มีใครอยู่ข้างๆ เราเลย นาทีนั้นเราไม่มีใครเลย ยังไม่ได้บอกที่บ้าน มีหมอ พยาบาลที่เกาหลี มารุมดูอาการ” หลังจากวางยาสงบ และจากออกจากห้องผ่าตัด อาการคือปวดมาก ทุกครั้งที่มอร์ฟีนหมดฤทธิ์ก็ต้องเรียกให้พยาบาลมาฉีดให้

เมื่อรักษาอาการป่วยอยู่โรงพยาบาล 1 อาทิตย์ เขาไม่ได้พักฟื้นต่อ เพราะถึงซ้อมไม่ได้ก็ต้องไปนั่งดูเพื่อนซ้อม พอเริ่มกลับมาฝึกร้องเพลง มันก็ช้ากว่าเพื่อนไปแล้ว เต้นก็ไม่เป๊ะเหมือนเดิม ตอนนั้นปัญหายิบย่อยเยอะมาก

ยอมหยุดไม่ได้เดบิวต์ ดีกว่ารออย่างไรจุดหมาย
หลังจากรอคอยการได้เดบิวต์ถึง 3 ปี หนุ่มซูกัสบอกว่า คนที่ดูแลโปรเจคนี้ไปเสนอสปอนเซอร์แล้วไม่ผ่าน เขาเลยพิจารณาตัวเองลาออกไป ต้องหาคนใหม่มาดูแล ประกอบกับช่วงเวลาที่ผ่านมาตัวเองป่วย และคิดถึงครอบครัวด้วย หลายๆ อย่างประดังประเดเข้ามา เลยตัดสินใจหยุดฝัน เลือกบินกลับเมืองไทย

“ตอนที่เดินออกมาเราคิดว่าเราตัดสินใจผิด เพราะเราไม่ได้เดบิวต์ เราเสียเวลามา 3 ปี แทนที่จะได้ทำงานอยู่ที่เมืองไทย ได้ดูแลครอบครัวซึ่งมีเราเป็นลูกเพียงคนเดียว แต่พอกลับมาเมืองไทย เราคิดว่ามันได้อะไรเยอะมาก เรามีวินัยมากขึ้น ได้เรียนรู้ภาษาเกาหลี ได้เห็นโลกที่คนอื่นอยากเห็น ได้สัมผัสได้เรียนรู้การทำงานที่ต่างประเทศว่าเป็นยังไง การที่เราเป็นชาวต่างชาติไปทำงาน ต่างประเทศมันมีแรงผลักดันมากขนาดไหน”

ด้านสมาชิกในวงหลังจากซูกัสลาออกก็กระจัดกระจายกันไป บางคนเปลี่ยนสายไปเป็นนักแสดง แต่ก็มีสมาชิกได้เดบิวต์ 2 คน ในนามวง มอนสต้า เอ็กซ์ (Monsta X)

ถึงแม้ ซูกัส จะเดินไปไม่ถึงปลายทาง คือการได้เดบิวต์ แต่ประสบการณ์ระหว่างการเดินทางก็มีคุณค่ามากพอที่จะเป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่สวยงาม วันนี้แม้ว่าจะไม่ได้มีผลงานยังแต่งแดน แต่ ซูกัส ก็เดินหน้าในฐานะนักแสดงไทย โดยมีผลงานให้ได้ชมกันอย่างต่อเนื่อง อาทิ จุมพิตพยัคฆ์สาว, เจ้าบ่าวกลัวฝน, หอเฮ้วขนหัวลุก และ เกิดเป็นกา เป็นต้น

(คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่)

 

เรื่องล่าสุดของหมวด Work

ดูหมวด Work ทั้งหมด