เสด็จสู่ฟากฟ้าสุราลัย พระมหากรุณาธิคุณจารึกในใจไทยชั่วกาล

ส่องบ้านใหม่ชาวคลองลาดพร้าว จากบ้านไม้ริมน้ำครำ เป็นบ้านแบบนี้ บอกเลยว่าไฉไล!!

ส่องบ้านใหม่ชาวคลองลาดพร้าว จากบ้านไม้ริมน้ำครำ เป็นบ้านแบบนี้ บอกเลยว่าไฉไล!!

ส่องบ้านใหม่ชาวคลองลาดพร้าว จากบ้านไม้ริมน้ำครำ เป็นบ้านแบบนี้ บอกเลยว่าไฉไล!! เกี่ยวกับ บ้านใหม่

Matichon

สนับสนุนเนื้อหา

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้กรุงเทพมหานครเกิดน้ำท่วมซ้ำซาก คือ การมีสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำลำคลอง ซึ่งมีปัญหาต่อการระบายน้ำ และยากหากจะเข้าไปจัดการ เพราะเมื่อโฟกัสไปที่ชุมชนริมน้ำก็พบปัญหามากมาย เช่น เป็นชุมชนรุกล้ำลำคลองสาธารณะ ถือว่าผิดกฎหมาย ทั้งยังเป็นชุมชนแออัด เข้าไม่ถึงการบริการของรัฐ สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม กระทบต่อคุณภาพชีวิตและมีปัญหาสังคม

เพื่อแก้ปัญหาภาพรวมข้างต้น รัฐจึงเลือก 9 คลองในกรุงเทพมหานคร ได้แก่ คลองลาดพร้าว คลองเปรมประชากร คลองบางเขน คลองสามวา คลองลาดบัวขาว คลองบางซื่อ คลองประเวศบุรีรมย์ คลองพระโขนง และคลองพระยาราชมนตรี จัดระเบียบภายใต้แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาที่อยู่อาศัย 10 ปี (พ.ศ.2559-2568) โดยนำร่องที่คลองลาดพร้าว เริ่มใน 4 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ 54 ชุมชนเพิ่มสินร่วมใจ ชุมชนหลังกรมวิทยาศาสตร์ และชุมชนวังหิน ซึ่งบางส่วนจะเริ่มตอกเสาเข็มแรกในเดือนเมษายนนี้

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ประชาชน 74,115 คน ใน 18,415 ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบเห็นก่อนหลังการตัดสินใจครั้งใหญ่นี้ ลองมาดูชีวิต “ป้าลิ้นจี่ ลิ้นแก้ว” อายุ 75 ปี เจ้าของบ้านแห่งหนึ่งในชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนา (เชิงสะพานไม้ 2) เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ หลังตัดสินใจให้ความร่วมมือกับรัฐ

ป้าลิ้นจี่กล่าวว่า อยู่ที่นี่มาตั้งแต่เกิด เป็นบ้านไม้เก่าๆ ริมคลอง ซึ่งถูกน้ำท่วมทุกปี โดยเฉพาะปี 2554 มหาอุทกภัยที่ท่วมสูงถึงเอว ที่นี่น้ำไม่ค่อยสะอาด ท่วมทีก็ต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น แห้งก็ย้ายกลับมา ก็อยู่กันแบบนี้มาตลอด จนปีที่ผ่านมารัฐมาบอกว่าจะสร้างเขื่อนในลำคลองแห่งนี้ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพฯ ซึ่งต้องรื้อบ้านที่รุกล้ำคลอง โดยมีข้อเสนอจะให้กู้เงินเพื่อสร้างบ้านใหม่ที่ไม่ไกลจากที่เดิม ซึ่งตนตอบตกลง จากนั้นไม่นานเจ้าหน้าที่ก็มารื้อบ้านเก่าพร้อมสร้างบ้านใหม่อยู่บนฝั่งและ ห่างจากบ้านเดิมไม่กี่เมตร ซึ่งตนรู้สึกพอใจมาก

“ดิฉันเป็นคนแรกๆ ในชุมชนที่ยอมรับข้อตกลงของรัฐ ซึ่งนับวันนี้ก็ย้ายเข้ามาอยู่บ้านหลังใหม่ได้ 2 สัปดาห์แล้ว รู้สึกดีใจ เพราะบ้านหลังใหม่มั่นคงแข็งแรง คิดว่าน้ำที่เคยท่วมถึงทุกปี ปีนี้ท่วมไม่ถึงแล้ว แต่มีข้อเสียนิดนึงคือหมดเงินเก็บเยอะหน่อย” ป้าลิ้นจี่กล่าวทั้งรอยยิ้ม ก่อนเล่าอีกว่า

“แต่เสียงชาวชุมชนส่วนใหญ่ยังไม่อยากให้รื้อ ฉะนั้นรัฐคงต้องไปทำความเข้าใจ”

มองไปรอบบ้านหลังใหม่ป้าลิ้นจี่จัดว่าน่าอยู่ทีเดียว เป็นบ้าน 2 ชั้นหลังคามุงเมทัลชีท พื้นปูด้วยกระเบื้องสวยงาม ข้างบนมี 1 ห้องนอน ข้างล่างมี 1 ห้องน้ำ หลังบ้านมีมุมห้องครัว รายล้อมไปด้วยอุปกรณ์พื้นฐานที่ครบถ้วน ส่วนของตกแต่งบ้านป้าลิ้นจี่ขนมาเอง ขณะที่เงินกู้สร้างบ้านนั้น

ป้าลิ้นจี่เล่าว่าต้องผ่อนชำระประมาณ 1,500 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 15 ปี และจ่ายค่าเช่าที่ดินให้กรมธนารักษ์ประมาณ 300 กว่าบาทต่อปี

สำหรับใครที่อยากมาอยู่บ้านสวยๆ ริมคลองแบบป้าลิ้นจี่ทำไม่ได้นะจ๊ะ เพราะให้สิทธิผู้อยู่อาศัยเดิมโดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) จะมีแบบบ้านให้เลือก 2 แบบ ได้แก่ บ้านแฝด ราคาหลังละ 256,000 บาท และบ้านแถว หลังละ 200,000 บาท โดยให้ผู้อยู่อาศัยยื่นกู้กับกองทุน พอช. ดอกเบี้ยร้อยละ 4 ต่อปี ผ่อนระยะยาว 15 ปี เฉลี่ย 1,800-2,200 ต่อเดือน ขณะเดียวกัน บ้านที่อยู่บนพื้นที่กรมธนารักษ์ต้องจ่ายค่าเช่าให้กรมธนารักษ์ทุกปี ประมาณ 540 บาทต่อปี

บ้านใหม่สีสวยสดใส ณ ริมคลอง ทำดีๆ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสร้างรายได้ให้ชาวชุมชนอีกนะเออ

ป้าลิ้นจี่ ลิ้นแก้ว

บรรยากาศโดยรอบบ้านหลังใหม่ป้าลิ้นจี่

จากบ้านไม้หลังเก่าริมน้ำสู่บ้านหลังใหม่บนฝั่งโดย พอช.

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ลงพื้นที่ตรวจความคืบหน้าและพูดคุยกับผู้อยู่อาศัยคลองลาดพร้าว เมื่อเร็วๆ นี้

 

เรื่องล่าสุดของหมวด รีวิว

ดูหมวด รีวิว ทั้งหมด