Wonderfruit Festival งานของคนเอาความสุข สนุกเป็นที่ตั้ง

Wonderfruit Festival งานของคนเอาความสุข สนุกเป็นที่ตั้ง

Wonderfruit Festival งานของคนเอาความสุข สนุกเป็นที่ตั้ง เกี่ยวกับ wonderfruit

S! Home

สนับสนุนเนื้อหา

เกร๋ เกร๋ คร่า พอได้ยินชื่องาน Wonderfruit จะต้องนนึกถึงงานที่ยำใหญ่รวมเอาทั้งดนตรีหลากหลายแนว งานอาร์ตหลากแนว และที่สำคัญคนแนวๆ มักไปรวมตัวกันที่งานนี้ ต้องบอกว่ารู้สึกชีวิตมีความชิค เก๋ขึ้นมาอย่างแรง (เพราะเพิ่งเคยไปครั้งแรก)งานจัดที่สยามคันทรีคลับ พัทยาแบบยาวไปเลย 5 วัน 4 คืนตั้งแต่วันที่ 16 ถึงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ แถมยังมีครึ่งเช้าของวันที่ 20 ตั้งแต่เช้าไปจนถึงเที่ยง แต่เราเดินทางไปงานวันศุกร์ที่ 17 ปีนี้ทางเทศกาลได้รวบรวมโปรแกรมที่หลากหลายไว้ภายในงาน มีทั้งหมด  6 แขนง ทั้ง ศิลปะ ดนตรี สุขภาพและการผจญภัย Farm to Feasts, Talk & Workshop และประสบการณ์สำหรับครอบครัว แบบว่ากลุ่มไหนไปได้หมด

โซนแรกที่เห็นเด็ดชัดไม่แพ้โซนไหนเลยคือพาวิลเลียนของ Sc Asset เหมือนใครก็ชอบเพราะมีกิจกรรมเวิร์คชอปหลากหลายให้คนที่มาเที่ยวได้ทำก่อนจะไปฟังดนตรีหรือดูงานอาร์ต ภายในซุ้มมีกิจกรรมสอนจัดดอกไม้ สอนทำเครื่องประดับ สอนทำผ้ามัดย้อม สอนแกะสลักไม้ฯลฯ

เดินเพลินๆ แป๊บเดียวมาถึงโซนนี้ Rainforest Pavillion  แลนด์มาร์คสำคัญจากสถาปนิกชื่อดัง ดวงฤทธิ์ บุนนาค ปีนี้นำเสนอโปรเจ็กต์ใหม่ล่าสุดของ Joy Collective และ Bali Praia ตอนกลางวันจะขับกล่อมทุกคนด้วยเสียงธรรมชาติเลียนแบบจากป่าฝนบนเกาะสุมาตราและฉายภาพจำลอง 3 มิติเสมือนจริงจากเกาะบอร์เนียว ส่วนช่วงกลางคืน ที่นี้จะเปลี่ยนเป็นเวทีแดนซ์กระจายกับดีเจมากมายที่พร้อมให้ความสนุกตลอดทั้งคืน

พอฟ้าเริ่มมืดเราเดินมาหยุดที่ Solar Stage  เวทีที่เปิดต้อนรับพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้า และส่งพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าในยามเย็น ซึ่งเป็น ผลงานการสร้างสรรค์ของ Gregg Fleishman ศิลปินนักออกแบบรุ่นเก๋า กับการสร้างสรรค์ผลงานอันโด่งดังใน Burning Man  ซึ่งในตอนนั้นเป็นการแสดงของ Wolf + Lamb ผู้คนมากหน้าหลายตาต่างเข้ามารวมกลุ่มกันร้องเต้นสนุกไปกับเสียงเพลงจนสิ้นแสงตะวันในที่สุด

ถัดมาอีกหน่อย เราได้ยินเสียงเพลงที่คุ้นเคยคล้าย ๆ ว่าผูกพันกันมาตั้งแต่เกิด นั่นคือ โซนของ Molum Bus (หมอลำ บัส) จากการรังสรรค์ของหอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน ที่กลับมามอบกลิ่นอายวัฒนธรรมแบบอีสานดั้งเดิม กับดนตรีจากวง All Thidsa และ พิมพ์ใจ เพชรพลาญชัย ผู้เชี่ยวชาญดนตรีพื้นบ้านอีสานทั้งในรูปแบบดั้งเดิมและร่วมสมัย ซึ่งเรียกเสียงฮือฮาให้เกิดการขยับแข้งขยับขาสนุกสนานไปทั่วพื้นที่ ทั้งชาวไทยและต่างชาติ


 

แดนซ์มากไปหน่อยคงต้องหาอะไรดื่มแก้กระหาย ซึ่งร้านเครื่องดื่ม + อาหารที่มาร่วม ก็มีมากมาย ทั้งแซ่บแบบไทยๆ  และสไตล์ฟิวชั่นสวย ๆ  มีให้เห็นทั่วงาน เมื่อหาอะไรใส่ท้องจนพอใจก็ไปต่อ เราเดินแหวกฝูงชนมาอีกทางหนึ่ง  เพราะคืนนี้คือ Friday Night จะได้สัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ใน Forbidden Fruit กับ Friday Night Gay Party ปาร์ตี้สำหรับชาวสีรุ้ง พบความเว่อร์วังของ Drag Queen ในโชว์ Adam and Steve กับเซอร์ไพร์สของนางโชว์ตัวแม่ Pangina Heals ที่จะมาปลุกต่อมฟีโรโมนในตัวคุณให้พลุ่งพล่าน  

หลังจากเปิดประสบการณ์ใหม่เรียบร้อยแล้ว เราขอกลับมาอยู่ในโลกแห่งความจริงด้วยบรรยากาศแบบไทย ๆ  แต่งดงามอลังการ มีคุณค่าต่อดวงตาอย่างที่สุด นั่นคือ Farm Stage ผลงานชิ้นเอกที่ออกแบบและสร้างขึ้นโดยสถาปนิกจาก PO-D และ ธ.ไก่ชน ที่โครงสร้างทำขึ้นจากไม้ไผ่และตกแต่งด้วยรวงข้าวเพื่อสะท้อนถึงการเฉลิมฉลองวัฒนธรรมการปลูกข้าวแบบดั้งเดิมของไทย ซึ่งในยามค่ำคืนแสงไฟที่สาดส่องบนยอดคล้ายเจดีย์จะเล่นเลเยอร์สะท้อนแสงสลับไปมางดงามชวนมองไม่รู้เบื่อ และเวทีแห่งนี้ยังเป็นพื้นที่การแสดงดนตรีจากวงต่างๆ อีกมากมาย

ปิดท้ายความสนุกของค่ำคืนนี้กันด้วยเวทีใหญ่ Living Stage ที่ตอนหัวค่ำจะนำเสนอภาพยนตร์สารคดี “A Plastic Ocean” ที่เล่าถึงภารกิจที่ล้ำค่าเพื่อสร้างความตระหนักให้โลกนี้เห็นถึงภัยร้ายของพลาสติก สลับด้วยการแสดงจากวงดนตรีหน้าใหม่แต่อัดแน่นด้วยคุณภาพ และสังเกตได้ว่าเนื้อหาเพลงหรืองานดนตรีที่มาแสดงในงานนี้ล้วนแล้วแต่มีการนำเสนอเรื่องราวที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ยกระดับคุณภาพชีวิตเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ถือเป็นการเปิดประสบการณ์การเที่ยวเฟสติวัลแนวใหม่ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เพื่อชีวิตและสังคมที่ดีกว่า แล้วพบกันใหม่ปีหน้า Wonderfruit 2018  เจอกันอีกแน่นอน ...


เรื่องล่าสุด

ดูทั้งหมด