"หูดหงอนไก่" โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่น่ากลัวไม่แพ้โรคเพศอื่นๆ

"หูดหงอนไก่" โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่น่ากลัวไม่แพ้โรคเพศอื่นๆ

"หูดหงอนไก่" โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่น่ากลัวไม่แพ้โรคเพศอื่นๆ
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

หลายครั้งที่เรามักจะได้ยินเรื่องของการมีเพศสัมพันธ์ในแบบที่ไม่มีอะไรป้องกัน สำหรับผู้หญิง เมื่อมีเรื่องผิดพลาดเกิดขึ้น ก็มักจะมีปัญหาที่เราต้องตั้งรับอย่างไม่ทันได้เตรียมตัว อย่าง การตั้งครรภ์ก่อนวัยอันสมควร ถือว่าเป็นผลกระทบที่ค่อนข้างร้ายแรง แต่อย่างน้อยก็ยังมีทางออกให้เราได้ใช้ชีวิตต่อไปได้ ถึงแม้ว่าหนทางจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หากหันมามองอีกฟากหนึ่ง เมื่อปัญหานั้นไม่ใช่การตั้งครรภ์ แต่เป็นการติดต่อโรคทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นได้ทั้งชายและหญิง ซึ่งบางโรค โอกาสที่จะหายขาดให้มองเห็นแทบเป็นศูนย์ โดยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เรารู้จักกันดีก็ได้แก่ โรคเอดส์ , เริม , หนองใน , ซิฟิลิส และอื่นๆ แต่วันนี้ Sanook! Health จะมาพูดอีกหนึ่งโรคที่แรงไม่แพ้กัน อย่าง หูดหงอนไก่ โอกาสที่จะเกิดขึ้นมีน้อย แต่ถ้าเป็นแล้วก็อันตรายไม่แพ้โรคอื่นๆ เช่นกัน

หูดหงอนไก่ เป็นหูดที่พบได้บ่อยบริเวณอวัยวะเพศ โดยเกิดจากเชื้อไวรัส ‘HPV’ (Human Papilloma Virus) จัดว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อยมากที่สุด ส่วนใหญ่จะพบในช่วงวัยที่กำลังเจริญพันธุ์ คือ ช่วงอายุ 17 - 33 ปี ทั้งชายและหญิง แต่พบได้ในเพศหญิงเสียมากกว่า บางครั้ง หูดหงอนไก่ อาจเรียกในชื่ออื่นได้อีกว่า หงอนไก่ , หูดอวัยวะเพศ หรือหูดกามโรค ปัจจุบันมีการค้นพบสายพันธุ์ของไวรัส HPV ได้ประมาณ 100 สายพันธุ์ย่อย บางสายพันธุ์อาจทำให้เกิดหูดที่บริเวณผิวหนัง บางสายพันธุ์ก็อาจทำให้เกิดหูดหงอนไก่ ส่วนบางสายพันธุ์ก็จะเข้าไปทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งในระบบสืบพันธุ์ อาทิ มะเร็งปากมดลูก อีกทั้งยังเสี่ยงที่จะทำให้เกิดมะเร็งทวารหนักได้อีกด้วย

ปริมาณ 90% ของผู้ที่เป็นหูดหงอนไก่นั้นพบว่าเกิดจากเชื้อไวรัส HPV 6 และ 11 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ย่อย ความเสี่ยงที่เชื้อไวรัสนี้จะเข้าไปทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งค่อนข้างต่ำ เชื้อ HPV ในชนิดที่จะทำให้เกิดโรคมะเร็งในระบบสืบพันธุ์และทางเดินอุจจาระก็คือ HPV 16 และ 18


ในระยะเริ่มต้น เมื่อผิวหนังได้รับเชื้อ หรือติดเชื้อ HPV ผ่านทางรอยถลอกที่ผิวหนัง ก็จะมีระยะฟักตัวของเชื้อที่ยังไม่แสดงอาการว่าเป็นโรคใดโรคหนึ่งเป็นเวลาหลายเดือน หรืออาจจะหลายปี ซึ่งเมื่อผ่านระยะฟักตัวมาแล้ว เชื้อไวรัสก็จะมีการแบ่งตัวให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การสร้างเซลล์ในชั้นผิวหนังเกิดความผิดปกติ แต่ในความเป็นจริงแล้วร่างกายจะสามารถกำจัดเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้เอง มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังคงหลงเหลืออยู่ หากว่าเผลอไปติดไวรัสที่เป็นสายพันธุ์รุนแรงเข้าก็อาจมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งในตำแหน่งที่ติดเชื้อได้


แหล่งที่มาของเชื้อ HPV นั้นติดต่อได้จากการสัมผัสรอยของโรคโดยตรง คือ ทางการมีเพศสัมพันธ์กับคนที่ติดเชื้อนี้ ซึ่งเมื้อมาดูที่ ‘หูดหงอนไก่’ ถึงแม้ว่าจะเป็นเชื้อไวรัสชนิดเดียวกันกับชนิดอื่นๆ ของหูดทั่วไป แต่การติดต่อหลักๆ ก็มาจากการมีเพศสัมพันธ์ ส่วนการใช้สิ่งของร่วมกัน อาทิ ฝาสุขภัณฑ์ นั้นไม่อาจทำให้เกิดการติดต่อโรคหูดหงอนไก่ได้



man-1iStock

ใครที่เสี่ยงจะเป็น "หูดหงอนไก่" ?

  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย จะทำให้มีโอกาสติดเชื้อ HPV จากคู่นอนที่เป็นโรคนี้ได้
  • หูดหงอนไก่ นั้นจัดว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หากพบในเด็ก ต้องมีการสืบหาเกี่ยวกับพฤติกรรมการถูกข่มขืนและกระทำชำเราในเด็กเพิ่มเติมด้วย
  • ผู้ที่มีพฤติกรรมข้องเกี่ยวกับการมีคู่นอนหลายคน หรือเริ่มมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย ก็จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นหูดหงอนไก่ได้

 

‘หูดหงอนไก่’ มีอาการอย่างไร ?

  • บริเวณที่จะเกิดหูดหงอนไก่จะมีอาการคัน หรืออาจไม่มีอาการใดๆ แสดงให้เห็นเลยก็ได้
  • โดยปกติแล้ว หูดหงอนไก่จะพบได้ตามบริเวณเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกายที่สามารถสร้างเมือกที่เรียกว่า เนื้อเยื่อเมือก ได้ จึงพบหูดหงอนไก่ได้ตามบริเวณ อวัยวะเพศ , ท่อปัสสาวะ , ปากมดลูก , ทวารหนัก , ช่องปาก และในลำคอ อีกทั้งยังสามารถพบผู้ที่ป่วยเป็นหูดหงอนไก่ได้ในหลายๆ ตำแหน่งในผู้ป่วยรายเดียวกัน ยกตัวอย่าง หากพบว่าเป็นหูดหงอนไก่ที่บริเวณอวัยวะเพศของผู้ป่วย และมีประวัติว่าเคยมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักด้วย ก็อาจจะพบหูดหงอนไก่ที่บริเวณทวารหนักเพิ่มเติม
  • ลักษณะของ ‘หูดหงอนไก่’ จะมีได้หลายแบบ หลายรูปร่าง ซึ่งอาจจะมีลักษณะเป็นตุ่มเดียว หรือหลายตุ่ม  หรือมีขนาดใหญ่คล้ายกับดอกกะหล่ำ มีลักษณะเป็นหงอนไก่ มีสีชมพู หรือสีเนื้อที่มีลักษณะขรุขระ
  • อาการของผู้ที่เป็นหูดหงอนไก่โดยมากจะมีก้อนเนื้อที่ใหญ่ขึ้น หรือเพิ่มจำนวนมากขึ้นในสตรีที่ตั้งครรภ์ หรือในคนที่มีภูมิคุ้มกันโรคบกพร่อง

 

ผู้เป็น ‘หูดหงอนไก่’ ควรไปพบแพทย์เมื่อไหร่ ?

เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เราไม่ควรมองข้าม เมื่อพบรอยโรค หรือพบความผิดปกติที่สงสัยว่าอาจเป็นรอยของหูดหงอนไก่ ควรรีบเดินทางไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา หรือลดการแพร่กระจายโรคที่จะแพร่ไปยังบริเวณเนื้อเยื่อเมืกอื่นๆ ที่อาจไปติดต่อสู่ผู้อื่นได้

 

 man-3iStock

 

ผลข้างเคียงของผู้ที่เป็น ‘หูดหงอนไก่’

แน่นอนว่าผู้ที่เป็น หูดหงอนไก่ จะทำให้เกิดความไม่น่าดูแล้ว การติดเชื้อ HPV สายพันธุ์รุนแรง อย่าง 16 และ 18 ก็ยังเข้าไปเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดโรคมะเร็งในระบบสืบพันธุ์และมะเร็งทวารหนัก ส่วนผลข้างเคียงกับตำแหน่งที่้เกิดหูดก็ได้แก่ อาการเลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์ , ในผู้หญิงก็อาจมีเลือดออกจากหูดหงอนไก่ภายในปากมดลูกได้ หรือมารดาที่ทำการคลอดบุตรขณะที่มีรอยโรคก็อาจทำให้ทารกติดเชื้อ HPV ได้

 

จะป้องกัน ‘หูดหงอนไก่’ ได้อย่างไร ?

ในปัจจุบัน ทางการแพทย์ยังไม่มียาที่รักษาและช่วยป้องกันหูดหงอนไก่ได้อย่าง 100% ซึ่งเป็นเพราะว่าโรคนี้เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คือ จากผิวหนังสู่ผิวหนัง หากมีคู่นอนหลายคน โอกาสที่จะติดเชื้อก็ยิ่งมีเพิ่มมากขึ้น หากต้องมีเพศสัมพันธ์ แนะนำให้ใช้ถุงยางอนามัยป้องกันอยู่เสมอ ไม่ใช่แค่เป็นการป้องกันเชื้อไวรัส HPV ที่ก่อให้เกิดหูดหงอนไก่เท่านั้น แต่ยังช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ได้ด้วย

 

อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจเพื่อให้เกิดการเข้าใจผิด และนำไปปฏิบัติกันอย่างไม่ถูกต้อง การใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น ห้องน้ำ , ฝารองนั่ง , สระว่ายน้ำ นั้นไม่ทำให้ติดโรคหูดหงอนไก่

 

เมื่อเป็น ‘หูดหงอนไก่’ ควรจะดูแลตัวเองอย่างไร ?

  • ติดตามการรักษาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อแพทย์นัดก็ควรมาตามนั้นไม่ให้ขาดตกบกพร่อง
  • งดการมีเพศสัมพันธ์ในระหว่างที่ทำการรักษา หรือหากจำเป็นต้องมีจริงๆ ก็ควรป้องกันโดยการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ
  • ควรพาคู่นอนมาทำการตรวจและรักษาด้วยเสมอ เพื่อเป็นการป้องกันการติดเชื้อซ้ำไปมา
  • หากมีการสัมผัสรอยโรค ก็ให้ล้างบริเวณที่สัมผัสและล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ทุกครั้ง
  • รักษาความสะอาดด้วยการล้างมือโดยใช้เจลแอลกอฮอล์เป็นประจำ
  • รักษาสุขอนามัยพื้นฐานอย่างเคร่งครัด

 

ถ้าปฏิบัติตามข้อมูลที่ Sanook! Health นำมาฝากได้ทุกข้อ รับรองว่าความเสี่ยงที่จะเกิด "หูดหงอนไก่" ก็จะลดลงอย่างแน่นอน ที่สำคัญ ในขณะที่เรามีเพศสัมพันธ์ก็ควรป้องกันด้วยการใส่ถุงอนามัยทุกครั้ง ไม่ใช่เพียงที่จะป้องกันแค่โรคนี้ แต่ยังสามารถป้องกันโรคติดต่ออื่นๆ ทางเพศสัมพันธ์ได้อีกด้วย อย่างน้อยกันไว้ก็ยังแก้ปัญหาได้เบากว่าที่ต้องมาแก้หลังจากที่ทุกอย่างมันสายไปซะแล้ว

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook